กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ออกประกาศเตือนภัยถึงประชาชนและนักท่องเที่ยวที่รับฝากหรือรับหิ้วสิ่งของระหว่างเดินทางข้ามประเทศ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากปัจจุบันพบขบวนการค้ายาเสพติดและเครือข่ายลักลอบขนสินค้าผิดกฎหมาย ใช้วิธีการจ้างวานหรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลทั่วไปให้นำพัสดุหรือสัมภาระติดตัวไป โดยมักอ้างว่าเป็นของใช้ส่วนตัวหรือของฝากเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่
พลตำรวจโท อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ระบุชัดเจนว่า ผู้ที่รับฝากหรือรับหิ้วของโดยไม่ตรวจสอบให้ดี แม้จะอ้างว่าไม่ทราบว่าภายในเป็นของผิดกฎหมาย ก็ต้องรับผิดตามกฎหมายหากตรวจพบยาเสพติดหรือสินค้าต้องห้ามซุกซ่อนอยู่ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงสูงสุดคือจำคุก 15 ปี และปรับสูงสุด 1.5 ล้านบาท จึงขอความร่วมมือประชาชนให้หลีกเลี่ยงการรับฝากสิ่งของจากคนไม่รู้จัก หรือแม้แต่คนรู้จักหากไม่สามารถตรวจสอบไส้ในได้อย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่าก่อนเดินทางทุกครั้งควรตรวจเช็กสัมภาระของตนเองอย่างละเอียด และไม่รับฝากสิ่งของที่มี่ทราบที่มาโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรและไม่ต้องรับโทษทางอาญาโดยไม่เจตนา
ด้านสำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับหน่วยงานภาคี ดำเนินการเชิงรุกสกัดกั้นยาเสพติดที่เตรียมส่งไปยังประเทศที่สาม ตรวจยึดเฮโรอีน 24.38 กิโลกรัม (ซุกซ่อนในในสินค้าพื้นเมือง, เสื้อผ้าไหม, ซองกาแฟ และเสื้อกันหนาว) บรรจุในพัสดุภัณฑ์ระหว่างประเทศ รวมจำนวน 5 กล่องเตรียมส่งไปออสเตรเลีย และ ไต้หวัน
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ตรวจยึดพัสดุ จำนวน 2 กล่อง ในพื้นที่ กทม. ผลการตรวจสอบ พบ เฮโรอีน รวม 8.17 กก. (ซุกซ่อนในสินค้าพื้นเมือง) ปลายทางออสเตรเลีย เจ้าหน้าสืบสวนทราบว่า ต้นทางจัดส่งพัสดุมาจากพื้นที่ จ.เลย ทางด้านสำนักงาน ป.ป.ส. จึงลงพื้นตรวจสอบร้านรับ – ส่งสินค้าในพื้นที่ จ.เลย ทันที ทำให้ทราบว่ามีพัสดุลักษณะเดียวกันอีก จำนวน 3 กล่อง ถูกกระจายไปยังพื้นที่ กทม. จำนวน 2 จุด จึงขยายผลตรวจค้นทันที ผลการปฏิบัติ
- จุดที่ 1 ตรวจยึดพัสดุ จำนวน 2 กล่อง จัดส่งในพื้นที่ เขตบางกะปิ กทม. พบเฮโรอีน 6.23 กก. (ซุกซ่อนในเสื้อผ้าไหม) ปลายทางไต้หวัน
- จุดที่ 2 ตรวจยึดพัสดุ จำนวน 1 กล่อง จัดส่งในพื้นที่ ถ.รางน้ำ เขตราชเทวี กทม.
พบเฮโรอีน 9.98 กก. (ซุกซ่อนในซองกาแฟและเสื้อกันหนาว) ปลายทางออสเตรเลีย
จากการขยายผลทราบว่า ผู้สั่งการ/ จ้างวาน ให้จัดส่งพัสดุไปยังประเทศออสเตรเลีย คือ บุคคลชาวไทยมีหมายจับจังหวัดตาก คดีฉ้อโกง (สั่งการจากประเทศออสเตรเลีย)
ต่อมาเจ้าหน้าที่ขยายผลปิดล้อมตรวจค้น จำนวน 3 เป้าหมาย (เกี่ยวข้องกับการส่งพัสดุ และ บัญชีโอนค่าจ้างหิ้วสินค้า) ในพื้นที่ จ.เลย และ จ.นครพนม ผลการปฏิบัติ พบ บุคคลที่ดำเนินการจัดส่งพัสดุ ให้การว่า ร่วมกับภรรยาชาวลาว เป็นผู้ไปส่งพัสดุดังกล่าว จำนวน 2 ครั้ง โดยไปรับพัสดุมาจากชายชาวลาว ได้รับค่าจ้างเป็นเงินโอนเข้าบัญชีภรรยาชาวลาว
พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่า เนื่องจากประเทศไทยมีชายแดนติดกับพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยาเสพติยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน คีตามีน และยังเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียน มีระบบคมนาคมขนส่งที่สะดวก และเชื่อมโยงออกไปยังภูมิภาคอื่น ๆ ได้หลายทาง ทั้งเส้นทางบก ท่าอากาศยาน ท่าเรือ รวมถึงพัสดุไปรษณียภัณฑ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือทั้งหน่วยงานภายในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ ในการบูรณาการทางการข่าวและการปฏิบัติ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดในทุกระดับการค้า
ทั้งนี้ จะร่วมกันสืบสวนขยายผลเครือข่ายการค้ายาเสพติด และผู้ที่เกี่ยวข้องกับขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการช่วยหน่วยงานของรัฐ โดยร่วมเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สามารถแจ้งได้ที่ สายด่วน 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยยืนยันว่าข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับสูงสุด




