วันที่ 20 ตุลาคม 2569 กรมทรัพยากรธรณียืนยัน พบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อกลุ่มเทอโรพอด 6 รอย อายุประมาณ 120 ล้านปี ในพื้นที่ภูพระบาท จ.อุดรธานี หลังมีผู้โพสต์ภาพรอยปริศนาบนลานหินผ่าน Facebook นักธรณีวิทยาประเมินเจ้าของรอยมีลำตัวยาวประมาณ 6.3 เมตร ขนาดใกล้เคียงไดโนเสาร์สยามโมไทรันนัส เตรียมวางมาตรการคุ้มครองพื้นที่

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้กรมทรัพยากรธรณีเร่งตรวจสอบร่องรอยต้องสงสัยว่าเป็นรอยตีนไดโนเสาร์ บริเวณหน่วยพิทักษ์ที่ ภธ.3 (ภูพระบาท) ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูหินจอมธาตุ-ภูพระบาท (เตรียมการ) 

การตรวจสอบมีขึ้นหลังนายพิชัย ประเทศเสนา พบลักษณะร่องรอยคล้ายตีนสัตว์บนลานหิน ก่อนมีการเผยแพร่ภาพในกลุ่ม Facebook “นี่คือตัวอะไร” จนได้รับความสนใจและนำไปสู่การพิสูจน์ข้อเท็จจริง นายนิพนธ์ จำนงศิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี จึงมอบหมายทีมนักธรณีวิทยาจากกองคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์และสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมศิลปากร ลงพื้นที่ตรวจสอบ  ผลการสำรวจยืนยันว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์รอยตีนไดโนเสาร์กลุ่มเทอโรพอด (Theropod) ซึ่งเป็นไดโนเสาร์ที่เดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง โดยพบแนวทางเดิน 1 แนว รวม 6 รอย บนชั้นหินทรายหมวดหินภูพาน อายุยุคครีเทเชียสตอนต้น ประมาณ 120 ล้านปีก่อน

รอยตีนมีลักษณะเด่นเป็นนิ้วเท้า 3 นิ้ว ปลายแหลม ขนาดยาว 29 เซนติเมตร กว้าง 26 เซนติเมตร  จากการวิเคราะห์ขนาดรอยตีน นักธรณีวิทยาประเมินว่าไดโนเสาร์เจ้าของรอยมีความสูงถึงสะโพกประมาณ 1.42 เมตร และความยาวลำตัวประมาณ 6.30 เมตร ใกล้เคียงกับ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส (Siamotyrannus isanensis) ไดโนเสาร์กินเนื้อที่เคยค้นพบในประเทศไทยจากยุคเดียวกัน  อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบดังกล่าวเป็นการประเมินขนาด ไม่ใช่การยืนยันว่าเป็นรอยตีนของไดโนเสาร์ชนิดสยามโมไทรันนัสโดยตรง

ภายหลังการตรวจสอบ กรมทรัพยากรธรณีเตรียมประสานกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมศิลปากร ดำเนินมาตรการคุ้มครองแหล่งซากดึกดำบรรพ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 มาตรา 25  มาตรการสำคัญคือการป้องกันความเสียหายจากการเหยียบย่ำหรือรบกวนของนักท่องเที่ยว รวมถึงป้องกันการกัดเซาะของน้ำที่อาจทำให้ร่องรอยบนชั้นหินเสื่อมสภาพ  นอกจากนี้ ยังเตรียมพิจารณาแนวทางพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งศึกษา วิจัย และท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา เพื่ออนุรักษ์หลักฐานทางธรรมชาติและส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไดโนเสาร์ในประเทศไทยต่อไป

Article ImageArticle Image