โดนัลด์ ทรัมป์ขอชาวอเมริกันอดทนผลกระทบกำแพงภาษี ยืนยันเป็นการปฏิวัติเศรษฐกิจที่จะคืนงาน-ธุรกิจให้ประเทศ ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนตลาดโลก

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน Truth Social ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเครือข่ายสังคมออนไลน์ของตนเอง โดยย้ำถึงความมั่นใจใน มาตรการภาษีนำเข้า ที่เพิ่งประกาศใช้ พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนชาวอเมริกันอดทนต่อผลกระทบในระยะสั้น เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

ประธานาธิบดีทรัมป์ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะนำไปสู่การลงทุนภายในประเทศครั้งใหญ่ และช่วยฟื้นฟูภาคธุรกิจและการจ้างงานของสหรัฐฯ พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมเป็นประเทศที่ถูกเอาเปรียบในเวทีการค้าระหว่างประเทศอีกต่อไป  สำหรับรายละเอียดของมาตรการภาษีที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ประกอบด้วย ภาษีพื้นฐาน (Baseline Tariff) อัตรา 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศ  , ภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 9 เมษายนนี้ โดยตั้งอัตราภาษีในระดับต่าง ๆ ต่อประเทศที่สหรัฐฯ มีการขาดดุลการค้าสูง เช่น สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ไทย จีน และอีกหลายประเทศ รวมประมาณ 60 ประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ที่มีรายงานว่ามูลค่าตลาดลดลงกว่า 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่ถึงสัปดาห์นับตั้งแต่มีการประกาศนโยบายเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา

ประเทศคู่ค้าหลักของสหรัฐฯ หลายประเทศเริ่มแสดงท่าทีตอบโต้ เช่น จีน ประกาศตั้งกำแพงภาษีใหม่ในอัตรา 34% ต่อสินค้าจากสหรัฐฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน และเตรียมยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) พร้อมทั้งจำกัดการส่งออกแร่ธาตุหายากที่ใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

สหภาพยุโรป โดยนายมารอส เซฟโควิค หัวหน้าฝ่ายการค้าของ EU แถลงว่าสหภาพยุโรปจะดำเนินการตอบโต้ด้วยความสงบ รอบคอบ และเป็นหนึ่งเดียว  , ฝรั่งเศสและเยอรมนี แสดงท่าทีสนับสนุนการจัดเก็บภาษีต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นการตอบกลับ  , ญี่ปุ่น ซึ่งถูกเก็บภาษีในอัตรา 24% นายกรัฐมนตรีได้ออกมาเรียกร้องให้ใช้ความอดทนและสันติวิธี  , เวียดนาม แสดงความพร้อมในการร่วมมือเพื่อเจรจาลดภาษีต่างตอบแทนที่สูงถึง 46%

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้เริ่มเก็บ ภาษีรถยนต์นำเข้าในอัตรา 25% ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ข้ามชาติ อาทิ สแตนแลนติส ต้องหยุดการผลิตในบางโรงงานในแคนาดาและเม็กซิโกเป็นการชั่วคราว  สถานการณ์ในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง หลายฝ่ายในระดับนานาชาติกำลังจับตาการดำเนินนโยบายของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ ความตึงเครียดทางการค้าในระดับโลก ที่อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว