ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า ไทยไม่ได้มีเจตนาหรือแรงจูงใจโจมตีฝ่ายกัมพูชา เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้ และไม่มีเหตุผลที่จะไปทำเช่นนั้น ภายหลังถูกบีบบังคับเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้กองทัพบก ดำเนินการภายใต้ความชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศในการใช้กำลังตามกฎบัติสหประชาชาติ มาตรา 51 สามารถใช้กำลังป้องกันตนเองจากการถูกโจมตีด้วยอาวุธจากฝ่ายกัมพูชา และการตอบโต้ฝ่ายไทย มุ่งทำลายเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้บริหารฝ่ายไทยและกัมพูชา ต้องหาทางเจรจาในระดับรัฐบาล และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางสันติวิธีเพื่อแก้ไขปัญหาต้นเหตุทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากประชาชนสองประเทศ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมาขัดแย้งกันและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ส่วนที่กัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือนนั้น การใช้อาวุธและปฏิบัติการทางทหารตามกติกา ต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด และเป็นเป้าหมายทหารเท่านั้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกัมพูชา เพราะผิดกฎกติกาสากล เมื่อเกิดเหตุ เราก็ต้องดูแลอย่างดีที่สุดการปฏิบัติทางฝ่ายทหาร และฝ่ายปกครอง ช่วยกันแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและเราไม่อยากให้เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตนไม่ได้รับข้อมูลอย่างเป็นทางการ และยังประเมินไม่ได้ว่าการเปิดปฏิบัติการครั้งนี้ต้องใช้เวลากี่วัน แต่เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง โดยหวังว่าอยากให้จบลงรวดเร็วและสั้นที่สุด ขณะนี้เชื่อว่ายังทำงานได้ตามเป้าหมาย และการปฏิบัติการสำเร็จตรงเป้า โดย
เรามีความพร้อมอยู่ตลอด แม้บางครั้งประชาชนอาจจะมองไม่ทันใจ แต่จริงๆแล้วเรื่องของแผนและการเตรียมการมีอยู่แล้ว แต่การปฏิบัติต้องอยู่ในกรอบกติกาสากลไม่เกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้ยืนยันว่าทางกัมพูชาใช้อาวุธก่อน ในพื้นที่ของปราสาทตาเมือนธม ซึ่งพื้นที่นี้เริ่มผิดปกติ มีการใช้มวลชน โดยทุกเหตุการณ์มีพัฒนาการของตัวเองและมีการจัดระเบียบและมีที่มาที่ไป และมีความตั้งใจที่จะให้เป็นแบบนั้น ส่วนจะมีข้อสังเกตถึงสายลับ ที่ทำตัวเหมือนประชาชน แล้วแอบถ่ายจำนวนเจ้าหน้าที่ทหารส่งไปให้กับทางกัมพูชานั้น ก็ต้องเฝ้าระวังและตรวจสอบต่อไป

--จบตัด--