"เควิน แฮสเซตต์" เผย 50 ประเทศเร่งติดต่อเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หลังรัฐบาลทรัมป์ 2.0 เดินหน้านโยบายภาษีศุลกากรครอบจักร – นักเศรษฐศาสตร์เตือนเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเควิน แฮสเซตต์ (Kevin Hassett) ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ และที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มี มากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก พยายามติดต่อมายังรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อขอเปิดการเจรจาการค้า หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเดินหน้าใช้นโยบายภาษีศุลกากรอย่างเข้มข้น ทั้งในรูปแบบของ มาตรการภาษีตอบโต้ (Retaliatory Tariffs) และ มาตรการภาษีครอบจักร (Blanket Tariffs) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 9 เมษายนนี้

นายแฮสเซตต์ยืนยันว่า รัฐบาลทรัมป์จะไม่ชะลอหรือยกเลิกการขึ้นภาษี แม้จะมีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย และยังเชื่อมั่นว่านโยบายดังกล่าว จะไม่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอย พร้อมระบุว่าขณะนี้ สหรัฐฯ กำลังถูกท้าทายด้วยการขอเจรจาพร้อมกันจากหลายประเทศ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคด้านเวลาและศักยภาพในการเจรจา

ด้าน นายสกอตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ย้ำว่า แม้มี 50 ชาติที่ติดต่อเข้ามา แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อหรือรายละเอียดการเจรจาได้ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน บรรดานักเศรษฐศาสตร์จากทั่วโลกวิเคราะห์ในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกระแทกกลับ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อออกไป

ในฝั่งประเทศคู่ค้ารายสำคัญหลายประเทศเริ่มแสดงจุดยืน เช่น อินโดนีเซีย ระบุจะไม่ใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษี แม้สหรัฐฯ จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียในอัตรา 32% โดยจะพยายามใช้วิธีทางการทูตเพื่อหาทางออก , ไต้หวัน ประกาศไม่ตอบโต้เช่นกัน และยืนยันยังคงนโยบายการลงทุนในสหรัฐฯ ตราบใดที่ยังมีผลประโยชน์ร่วม  , จีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ประกาศจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทุกชนิดจากสหรัฐเพิ่มอีก 34% โดยจะมีผลในวันที่ 10 เมษายนนี้ ถือเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดในขณะนี้

ท่ามกลางแรงกดดันจากการค้าระหว่างประเทศ นโยบายภาษีของรัฐบาลทรัมป์กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของความผันผวนทางเศรษฐกิจระดับโลก โดยยังไม่แน่ชัดว่าการเจรจาหลายทางจะนำไปสู่ข้อตกลงหรือจุดเปลี่ยนที่คลี่คลายวิกฤตในเร็ววันหรือไม่