กัมพูชาไม่สนใจกติกาสากล หลังฝ่ายไทยเข้าเคลียร์พื้นที่บ้านสามหลัง พบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงจํานวนมากในพื้นที่ เจตนาทําร้ายทหารไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ โดยสํานักงานโฆษกกองทัพเรือ ขอประณามการกระทําของกําลังทหารกัมพูชา ที่ได้ลักลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลดัดแปลงจํานวนมากในพื้นที่ฐานปฏิบัติการบริเวณบ้านหนองรี (บ้านสามหลัง) ตําบลชําราก จังหวัดตราด ซึ่งเป็นดินแดนของราชอาณาจักรไทย อันเป็นการกระทําที่ขัดต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ภายหลังจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) สามารถเข้าควบคุมพื้นที่และขับไล่กําลังทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ดังกล่าวได้สําเร็จ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดทหารเรือ (นปท.ทร.) ร่วมกับทหารช่างของ กปช.จต. ได้เข้าดําเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่ฐานที่มั่นเดิมของฝ่ายกัมพูชา และตรวจพบหลักฐานที่น่าตกใจ ได้แก่

1. เอกสารภาษากัมพูชาเกี่ยวกับวิธีการใช้และคุณลักษณะของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ประเภท PMN-2 และ POMZ-2

2. ระเบิดแสวงเครื่อง (Improvised Explosive Device : IED) จํานวน 3 ลูก

3. สรรพาวุธและวัตถุระเบิดที่ถูกละทิ้ง จํานวนกว่า 340 รายการ

4. การนําหัวกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 มิลลิเมตร มาดัดแปลงเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมชนวนไฟฟ้า และการวางระบบสายไฟเชื่อมต่อไปยังจุดกดระเบิดในลักษณะการระเบิดพร้อมกัน

จากรูปแบบการวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบดัดแปลงดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึง เจตนาของทหารกัมพูชาโดยตรงในการมุ่งทําให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตของทหารไทย และอาจส่งผลกระทบต่อพลเรือนในพื้นที่โดยไม่เลือกเป้าหมาย อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างชัดเจน นอกจากนี้วัตถุพยานที่พบยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ชุดเก็บกุ้ทุ่นระเบิดสามารถตรวจพบและเก็บกู้ได้ คาดว่ายังคงมีฝังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอีกเป็นจํานวนมาก

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การกระทําดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมระหว่างประเทศ และขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทําที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งยุติการกระทําใด ๆ ที่เป็นภัยต่อชีวิตของกําลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยทันที กองทัพเรือจะยังคงดําเนินการเก็บกู้และทําลายวัตถุระเบิดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่กําลังพลและประชาชน และขอสงวนสิทธิในการดําเนินการตามกรอบกฎหมายและกลไกระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องต่อไป