CAAT ออกประกาศฉบับที่ 14 คุมเข้มการบินโดรน ขยายมาตรการห้ามบินในหลายจังหวัดและพื้นที่ปฏิบัติการสําคัญ มีผลตั้งแต่ 27 ธ.ค. 2568 จนกว่าจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลง กําหนดเงื่อนไขการขออนุญาตอย่างเข้มงวด พร้อมบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน
สํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออกประกาศสํานักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2568 โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
การออกประกาศฉบับดังกล่าว เป็นผลจากการติดตามและประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคง ภายหลังการบังคับใช้ประกาศฉบับที่ 13 พบว่ายังมีพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ด้านพลังงานและพื้นที่ปฏิบัติการสําคัญ จึงจําเป็นต้องคงมาตรการควบคุมการใช้งานโดรนอย่างเข้มงวด
สําหรับพื้นที่ที่ห้ามทําการบินเด็ดขาด ประกอบด้วย พื้นที่ที่มีการวางกําลังหรือปฏิบัติการภาคพื้นระดับจังหวัดใน 7 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี ตราด สระแก้ว บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี รวมถึงพื้นที่ปฏิบัติการระดับอําเภอ คือ อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และอําเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง
นอกจากนี้ ยังรวมถึงพื้นที่ภายในรัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กําหนดจํานวน 13 แห่ง และพื้นที่เพิ่มเติมที่หน่วยงานด้านปกครอง พลังงาน และความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะ เช่น ทุกอําเภอในจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงหลายอําเภอในจังหวัดชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร
ประกาศดังกล่าวกําหนดให้ผู้ใช้งานโดรนต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับและตัวอากาศยานกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน และต้องยื่นขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบ UAS Portal โดยจํากัดความสูงไม่เกิน 90 เมตร และกําหนดช่วงเวลาการบินระหว่าง 06.00–18.00 น. เท่านั้น
ทั้งนี้ ผู้ฝ่าฝืนประกาศ มีโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และในกรณีจําเป็น หน่วยงานด้านความมั่นคงมีอํานาจดําเนินการตอบโต้ รวมถึงการใช้ระบบต่อต้านโดรนตามที่กฎหมายกําหนด




