มะเร็งจิสต์ (GIST) เนื้องอกทางเดินอาหารที่พบได้น้อยแต่ไม่ควรมองข้าม
มะเร็งจิสต์ (Gastrointestinal Stromal Tumor) เป็นเนื้องอกที่เกิดจากเซลล์พิเศษ Interstitial Cells of Cajal (ICC) ซึ่งเป็น Pacemaker cell ของทางเดินอาหาร ทําหน้าที่ควบคุมการบีบตัวของลําไส้ โรคนี้ไม่ได้เกิดจากอาหาร และไม่ติดต่อกัน ไม่เป็นพันธุกรรมโดยตรง ส่วนใหญ่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนในระดับเซลล์ (Sporadic Somatic Mutation) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของโรคมะเร็ง
ความน่ากลัวของ GIST คือในระยะแรกก้อนเนื้ออาจมีขนาดเล็กมากจนไม่แสดงอาการใดๆ ผู้ป่วยมักจะรู้ตัวเมื่อก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนไปเบียดอวัยวะข้างเคียง หรือเริ่มมีเลือดออก สัญญาณเตือนที่คนทั่วไปควรสังเกต คือ
- มีเลือดออกในทางเดินอาหาร
สังเกตได้จากอุจจาระที่มีสีดําสนิทเหมือนยางมะตอย หรือมีเลือดปน เนื่องจากก้อนเนื้อไปทําลายเส้นเลือดที่ผนังลําไส้
- ปวดท้องหรือแน่นท้องเรื้อรัง
มักรู้สึกอึดอัดบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครง แม้จะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกอิ่มไวผิดปกติ หรือบางคนที่ผอมมากอาจจะคลําได้ก้อนในท้อง
- คลําพบก้อนแข็ง
หากก้อนเนื้อโตมากพอ เราอาจสัมผัสได้ถึงก้อนแข็งๆ บริเวณหน้าท้อง
- อ่อนเพลีย ซีด
เกิดจากภาวะโลหิตจางจากการที่มีเลือดออกภายในทีละน้อยสะสมเป็นเวลานาน
- คลื่นไส้ อาเจียน อาจเจอได้น้อยเนื่องจากว่าก้อนไม่ได้เข้ามา ในทางเดินอาหาร
การวินิจฉัยมะเร็งจิสต์อาศัยการตรวจหลายขั้นตอน เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การทําเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะตรวจหาโปรตีนจําเพาะอย่าง CD117 (KIT) เพื่อยืนยันว่าเป็น GIST จริง การตรวจพันธุกรรมของก้อนเนื้องอกยังช่วยกําหนดแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย
แนวทางการรักษาหลักคือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออก หากยังไม่แพร่กระจาย ในกรณีที่ก้อนมีขนาดใหญ่ มีความเสี่ยงสูง หรือมีการกระจายไปยังอวัยวะอื่น เช่น ตับ อาจต้องใช้ยารักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะต่อเซลล์มะเร็งที่มีความผิดปกติของยีน เช่น ยาอิมาทินิบ ซึ่งช่วยยับยั้งการทํางานของโปรตีนที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ทําให้ผลการรักษาดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต
แม้มะเร็งจิสต์จะเป็นโรคที่พบไม่บ่อย แต่สิ่งสําคัญคือการสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย ไม่ละเลยอาการปวดท้องเรื้อรัง เลือดออกในทางเดินอาหาร หรืออาการซีดโดยไม่ทราบสาเหตุ และเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว




