23 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตํารวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ร่วมกับ กก.4 บก.ปทส. และ กก.ตชด.33 นํากําลังเข้าจับกุม นายภาคิน (สงวนนามสกุล) อายุ 19 ปี ชาวจังหวัดลพบุรี บริเวณริมถนนภายในหมู่บ้านบุปผาราม ตําบลชมภู อําเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ กระเป๋าสะพาย ธนบัตรล่อซื้อ บัญชีรายชื่อลูกค้า และนามบัตรโฆษณาเงินกู้ข้อความ “เงินด่วนทันใจ” และ “ไอ้ไข่เงินทุน” รวมจํานวน 739 ใบ

สืบเนื่องจากกองบัญชาการตํารวจสอบสวนกลางได้รับเรื่องร้องเรียนจากพลเมืองดีและประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ผ่านสื่อมวลชนและโซเชียลมีเดีย ว่าได้รับความเดือดร้อนรําคาญอย่างหนักจากกลุ่มนายทุนเงินกู้นอกระบบเครือข่าย “เงินด่วนทันใจ” ที่ส่งลูกสมุนขับขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนทิ้งและโปรยนามบัตรเกลื่อนกลาดตามบ้านเรือน ร้านค้า ตลาด และสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญ ส่งผลกระทบต่อความสะอาดและภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยว อีกทั้งยังมีพฤติกรรมเรียกเก็บดอกเบี้ยหน้าเลือดและส่งทีมงานทวงหนี้ข่มขู่สร้างความหวาดกลัวให้กับลูกหนี้




จากการสอบสวน นายภาคิน ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตนเองทําหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์ตระเวนโปรยแผ่นนามบัตรและเก็บเงินกู้ส่งให้หัวหน้าสายเหนือที่ชื่อ “เฟลม” มานานประมาณ 1 ปี โดยเครือข่ายนี้มีนายทุนใหญ่และท่อน้ําเลี้ยงหลักอยู่ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและระยอง ปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อ 24 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 304 ต่อปี ยกตัวอย่างเช่น หากลูกค้ากู้เงิน 10,000 บาท จะต้องจ่ายรายวัน วันละ 500 บาท เป็นเวลา 24 วัน รวมเป็นเงิน 12,000 บาท



นอกจากนี้ ตรวจสอบประวัติพบว่า เครือข่ายเงินกู้กลุ่มนี้เคยถูกตํารวจเชียงใหม่จับกุมมาแล้วถึง 3 ครั้งภายในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา โดยตัวนายภาคินเองเพิ่งถูกศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาจําคุก 2 ปี ปรับ 150,000 บาท โดยโทษจําคุกให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้เมื่อต้นปี 2569 แต่เนื่องจากรายได้ดีจึงไม่เข็ดหลาบและหันกลับมาวิ่งรอกแจกนามบัตรและปล่อยกู้ซ้ําอีกจนกระทั่งถูกจับกุมในครั้งนี้

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา "ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาต, ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกําหนด และทิ้งหรือโปรยแผ่นประกาศในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต" ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สารภี ดําเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมสั่งการให้ชุดสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงินเพื่อยึดทรัพย์นายทุนใหญ่ข้ามภาค และตรวจสอบกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่ให้การหนุนหลังขบวนการนี้ต่อไป