นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี แถลงภาพรวมการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสภาผู้แทนราษฎร วงเงินรวม 3,788,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่าการจัดทํางบประมาณครั้งนี้เป็นการบริหารแบบมุ่งเป้าและจัดลําดับความสําคัญใหม่ภายใต้ข้อจํากัด เพื่อดูแลประชาชน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ วินัยการเงินการคลัง และส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคตประเทศ

สําหรับประเด็นข้อห่วงใยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เกี่ยวกับตัวเลขงบลงทุนแผ่นดินที่ปรับลดลง รัฐบาลชี้แจงข้อเท็จจริงว่า งบลงทุนปี 2570 ตั้งไว้ที่ 789,171.5 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 จํานวน 72,564.8 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 8.4) แต่ไม่ได้หมายความว่าภาพรวมการลงทุนของประเทศลดลง เนื่องจากรัฐบาลได้นําเครื่องมือทางการเงินอื่นเข้ามาขับเคลื่อนร่วมกัน ประกอบด้วย

  • งบลงทุนรัฐวิสาหกิจ วงเงิน 286,682 ล้านบาท

  • โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) วงเงิน 40,631 ล้านบาท

  • กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (TFFIF) วงเงิน 10,000 ล้านบาท เมื่อรวมเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากช่องทางดังกล่าว จะมีวงเงินเข้าสู่ระบบมากกว่า 330,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ การจัดทํางบประมาณแบบขาดดุลได้รับการปรับลดลงอย่างเป็นขั้นตอน โดยงบขาดดุลปี 2570 ตั้งไว้ที่ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปี 2569 ที่เคยตั้งไว้ 860,000 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนการขาดดุลลดลงจากร้อยละ 4.4 ของ GDP เหลือร้อยละ 3.9 ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่จําเป็นสําหรับการพยุงเศรษฐกิจและดูแลกลุ่มเปราะบาง

ทั้งนี้ นิยามของรายจ่ายลงทุนตามมาตรฐานสากล ไม่ได้จํากัดเฉพาะการก่อสร้างถนนหรืออาคาร แต่คิดรวมถึงการเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นทุนและศักยภาพของประเทศ เช่น ครุภัณฑ์ ทรัพย์สินไม่มีตัวตน สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ตลอดจนเงินอุดหนุนเพื่อสร้างสินทรัพย์ทุน

ในส่วนของงบประมาณภายใต้นโยบาย "10 พลัส" วงเงินรวม 1,232,984.5 ล้านบาท จะครอบคลุมการดูแลประชาชนระดับฐานราก ผู้สูงอายุ ชุมชน การศึกษา SMEs เศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะงบประมาณด้านสวัสดิการ การศึกษา และสาธารณสุข มีวงเงินส่งตรงถึงประชาชนรวม 639,853.6 ล้านบาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 43,277 ล้านบาท รัฐบาลย้ําว่าภาพรวมงบประมาณปี 2570 ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียงร้อยละ 0.20 (เพิ่มขึ้น 7,400 ล้านบาท) สะท้อนชัดเจนว่าไม่ใช่งบประมาณแบบหว่านเงิน แต่เน้นความแม่นยํา ตรงเป้าหมาย และมีความรับผิดชอบต่อวินัยการคลังสูงสุด