‘ประสิทธิ์’ จี้รัฐบาลเร่งอนุมัติ ‘สะพานปากนาย’ งบ 1,750 ล้านบาท ชี้คุ้มทุนใน 5 ปี ปลดล็อกความเดือดร้อนชาวน่าน เดินทางได้ 24 ชั่วโมง กระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน พร้อมขอจัดเป็นวาระแห่งชาติในงบฯ 2570

เมื่อเวลา 10.30 น.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท นายประสิทธิ์ โนทะ สส.น่าน พรรคกล้าธรรม อภิปรายเรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม กระจายงบลงสู่พื้นที่ที่มีความเดือดร้อนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พร้อมเร่งผลักดันโครงการก่อสร้าง สะพานปากนาย มูลค่า 1,750 ล้านบาท ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว หลังประชาชนรอคอยมานานหลายทศวรรษ

นายประสิทธิ์ กล่าวว่า แม้งบประมาณปี 2570 มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนทุกด้าน แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดกลับพบว่าหลายกระทรวงได้รับการจัดสรรงบลดลงจากปีก่อน เนื่องจากข้อจํากัดด้านงบประมาณ ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนอย่างคุ้มค่า และกระจายไปยังทุกพื้นที่อย่างทั่วถึง ไม่ให้เกิดการกระจุกตัวอยู่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง โดยเฉพาะเมืองรองและชุมชนฐานรากที่ยังรอโอกาสในการพัฒนา

นายประสิทธิ์ ระบุว่า โครงการสะพานปากนายถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ของจังหวัดน่าน มีความยาวเกือบ 4 กิโลเมตร เชื่อมการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าสู่อําเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ก่อนเชื่อมต่อไปยังอําเภอต่าง ๆ และประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว ซึ่งไม่ใช่เพียงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ํา แต่เป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต และเพิ่มศักยภาพการคมนาคมของทั้งภูมิภาค

ปัจจุบันประชาชนยังต้องใช้แพขนานยนต์ในการข้ามฝั่ง ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 1 ชั่วโมง เปิดให้บริการเฉพาะช่วงกลางวัน และในฤดูแล้งเมื่อระดับน้ําลดก็ไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการลําเลียงผู้ป่วยฉุกเฉินในเวลากลางคืน ทําให้ประชาชนต้องเสียทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และต้องเผชิญความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หากสะพานปากนายก่อสร้างแล้วเสร็จ ประชาชนจะสามารถเดินทางข้ามฝั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 5 นาที ลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและต้นทุนทางเศรษฐกิจได้เกือบ 200 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังเปรียบเทียบความคุ้มค่าของโครงการกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยระบุว่า สะพานปากนายใช้งบประมาณเพียง 1,750 ล้านบาท ต่ํากว่าหลายโครงการระดับประเทศและระดับภูมิภาค แต่สามารถคืนทุนทางเศรษฐกิจได้ภายในเพียง 5 ปี ซึ่งถือว่าสั้นที่สุดเมื่อเทียบกับโครงการอื่นที่ต้องใช้เวลาคืนทุนตั้งแต่ 8-24 ปี

นายประสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ผลประโยชน์ของโครงการครอบคลุมหลายด้าน ทั้งการประหยัดเวลาและต้นทุนด้านโลจิสติกส์กว่า 300 ล้านบาทต่อปี การเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินได้เร็วขึ้นถึง 6 เท่า ลดความสูญเสียด้านชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานราก คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าวเพิ่มกว่า 600,000 คนต่อปี สร้างรายได้ให้กับโรงแรม โฮมสเตย์ ร้านอาหาร และธุรกิจชุมชนอีกจํานวนมาก อย่างไรก็ตาม แม้โครงการจะผ่านการสํารวจและออกแบบรายละเอียดแล้ว โดยใช้งบประมาณแผ่นดินไปกว่า 29 ล้านบาท แต่ยังติดขั้นตอนการอนุมัติรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และการขอใช้พื้นที่อุทยานแห่งชาติลําน้ําน่าน

“ผมเสนอให้รัฐบาลเร่งแต่งตั้งคณะทํางานบูรณาการระหว่างกระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเร่งรัดการพิจารณา EIA และแก้ไขข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับโครงการสะพานปากนายเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อปลดล็อกความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง แต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชนที่รอการแก้ไขมานาน วันนี้แบบก่อสร้างพร้อม ผลการศึกษาพร้อม สิ่งเดียวที่สะพานปากนายยังขาด คือความเด็ดขาดและความจริงใจของรัฐบาลในการอนุมัติโครงการ” พร้อมฝากข้อเรียกร้องถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ให้เร่งผลักดันงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัดน่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”นายประสิทธิ์ กล่าว