นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 พร้อมเปิดเผยว่า ปัจจุบันบีโอไอได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนเพื่อดันประเทศไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคต ครอบคลุม xEV ทุกเทคโนโลยี (MHEV, HEV, PHEV และ BEV) ส่งผลให้มียอดอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานพุ่งสูงถึง 137,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 198 โครงการ
ข้อมูลสถิติการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 แบ่งออกเป็นกลุ่มเทคโนโลยีและภาคส่วนสำคัญ ดังนี้
-
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV: วงเงิน 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ)
-
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ HEV: วงเงิน 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ)
-
กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ PHEV: วงเงิน 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ)
-
กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น (รถบัส/มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า): วงเงิน 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)
-
กลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS): วงเงิน 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ)
-
กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV (มอเตอร์/ระบบคุมพลังงาน): วงเงิน 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ)
-
กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่: วงเงิน 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ตั้งเป้าติดตั้ง 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ โดยเป็นหัวชาร์จเร็ว (DC Fast Charger) กว่า 10,000 หัวชาร์จ
ในซีกของผู้บริโภค พบว่าตลาดภายในประเทศได้รับการตอบรับอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทครองสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ ซึ่งรถยนต์ไฮบริด (HEV) มีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 21.8 ตามด้วยรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ร้อยละ 19.6 และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ร้อยละ 2.9 สะท้อนให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเติบโตควบคู่กันได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ BEV ที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนส่วนใหญ่ได้เริ่มเดินสายการผลิตจริงในประเทศไทยแล้ว นำโดย เมอร์เซเดส-เบนซ์, เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส รวมถึงรายล่าสุดที่เริ่มกำลังการผลิตในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานบุคลากรไทยในภาคอุตสาหกรรมนี้แล้วกว่า 16,000 คน
นอกจากนี้ บีโอไอยังผลักดันผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยให้เข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก ผ่านมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างไทย-ต่างชาติ และกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Subcon Thailand และ Sourcing Day) ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมรวม 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ สร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศคาดการณ์กว่า 60,000 ล้านบาท ครอบคลุมผู้ประกอบการไทยกว่า 800 ราย เพื่อเปิดช่องทางให้ซัพพลายเออร์ไทยเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน 




