วันพุธที่ 24 มิถุนายน 2569
24 ธ.ค. 2568 15:25 | 1333 view
@pracha
ศุภจีชู “เทรดพลัส” วางไทยในโลกมัลติโพลาร์ ไม่เลือกข้างแต่เพิ่มคุณค่า เชื่อมการค้าโลกทั้งซัพพลายเชน ยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ เกษตร-บริการ-SME ต้องเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้โดยไม่อัดเงิน อุตสาหกรรมใหม่-รัฐฉับไว-มาตรฐานสากล ปิดวงจรเทรดพลัส สู่ “สยามเมืองยิ้ม”
24 ธ.ค.2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ขึ้นเวทีแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ณ. โรงละครอักษรา คิงพาวเวอร์ โดยเริ่มจากการอธิบายบริบทเศรษฐกิจโลกที่ไทยกําลังเผชิญ ซึ่งไม่ใช่โลกสองขั้วอีกต่อไป แต่เป็นโลกแบบ “มัลติโพลาร์” ที่มีหลายขั้ว หลายค่าย หลายผลประโยชน์ ประเทศใดเลือกยืนข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไปย่อมเสียโอกาสทางการค้า นางศุภจีย้ําว่าไทยต้องวางตัว “ให้พอดี” ไม่เอนเอียง แต่ทําให้ประเทศมีคุณค่า มีความจําเป็นในระบบเศรษฐกิจโลก จนทุกประเทศอยากเป็นคู่ค้ากับไทย
หัวใจของนโยบายการค้าคือการมองให้ครบทั้งห่วงโซ่อุปสงค์-อุปทาน ไม่ใช่แค่การไปเจรจาขอให้คู่ค้าซื้อสินค้าไทยไปใช้ในประเทศของเขาเท่านั้น สินค้าที่ไทยส่งออกอาจเป็นวัตถุดิบหรือสินค้าตั้งต้น เพื่อนําไปแปรรูป ผสมผสาน และส่งต่อไปยังประเทศอื่น ดังนั้นการเจรจาการค้าต้องรู้ว่าสินค้าไทยไปจบที่ใคร เป็นตลาดที่สอง ที่สาม หรือมากกว่านั้น นี่คือหลักการสําคัญในการแทรกตัวเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของประเทศคู่ค้า และเปลี่ยน “คู่ค้า” ให้กลายเป็น “พันธมิตร” หรือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ
นางศุภจียังหยิบยกประเด็นดุลการค้ามาอธิบายว่า ในหลายประเทศ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า ซึ่งหมายความว่าไทยขายสินค้าให้เขามากกว่าเขาขายให้ไทย หากเป็นเช่นนี้ การขอให้เขาซื้อสินค้าไทยเพิ่มย่อมไม่ง่าย เพราะอีกฝ่ายย่อมต้องการขายสินค้าเข้ามาในไทยมากขึ้นเช่นกัน วิธีแก้คือการทําความเข้าใจว่าสินค้าที่ไทยส่งออกไปนั้น คู่ค้าเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไร แปรรูปต่ออย่างไร และส่งออกไปยังประเทศใด เพื่อให้ไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสําเร็จทางเศรษฐกิจของเขา
ในประเด็นภาษีต่างตอบแทน (Tariff) โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา นางศุภจีระบุว่า แม้กรอบเดิมจะอยู่ที่ราว 19% แต่ต้องพิจารณารายละเอียดเชิงลึกเพื่อให้ไทยได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมชี้ว่าหลายประเทศถูกเก็บภาษีสูงกว่าไทยอย่างมีนัยสําคัญ เช่น จีนมากกว่า 40% อินเดียราว 50% รวมถึงแคนาดา ซึ่งเป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปแทนที่สินค้าในบางตลาดได้ หากรู้ว่าประเทศเหล่านั้นขายอะไรให้สหรัฐฯ และขายให้ใคร นางศุภจีย้ําว่า ปัจจัยที่แก้ไม่ได้เราแก้ไม่ได้จริง แต่ปัจจัยที่แก้ได้คือการ “ฉวยโอกาส” จากช่องว่างที่เกิดขึ้นในโลกการค้า

นางศุภจีสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยผ่านตัวเลขว่า แรงงานภาคเกษตรมีสัดส่วนสูงถึง 30% ของประเทศ แต่สร้างมูลค่าให้ GDP เพียงราว 6% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ประมาณ 25% และภาคบริการสูงถึง 66% แม้ภาคบริการจะดูดี แต่หากไม่เป็นบริการมูลค่าสูง ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวได้ ขณะที่ทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมมีแนวโน้มถดถอยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนชัดว่าไทย “อยู่กับที่ไม่ได้” ต้องเปลี่ยน และต้องเปลี่ยนทั้งประเทศไปพร้อมกัน
ในภาคเกษตร นโยบายสําคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้เกษตรกรโดยไม่เน้นการใช้งบประมาณ นางศุภจีเสนอให้ใช้การจัดซื้อขนาดใหญ่ของรัฐเป็นเครื่องมือสร้างตลาด เช่น การจัดซื้อเครื่องบินรบ Gripen 13 ลํา การจัดหาเรือซีเกตเพิ่มเติมเพื่อความมั่นคง หรือการจัดซื้อเครื่องบินพาณิชย์ของการบินไทย แทนที่จะจ่ายเป็นเงินสดทั้งหมด ไทยควรกําหนดเงื่อนไข “ขอแลก” ด้วยสินค้าเกษตรบางส่วนควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างฐานตลาดและรายได้เพิ่มเติมให้เกษตรกร
สําหรับข้าว ซึ่งไทยไม่ได้เป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกอีกต่อไป นางศุภจีระบุว่า ไทยไม่จําเป็นต้องแข่งด้านปริมาณกับอินเดียหรือเวียดนาม แต่ควรแข่งด้านมูลค่า โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิและข้าวพื้นเมือง ซึ่งไทยมีมากกว่า 5,000 สายพันธุ์ ตั้งแต่ข้าวหอมใบเตย ข้าวพญาลืมแกง ข้าวสังข์หยด ข้าวไร่หอม ข้าวเหนียวเขาวง ไปจนถึงข้าวพื้นเมืองจากภาคเหนือ อีสาน ใต้ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ตลาดโลกที่มีความต้องการแตกต่างกัน เช่น ฮ่องกงที่นิยมข้าวนุ่ม สิงคโปร์ที่นิยมข้าวพื้นแข็ง หรือกลุ่มตะวันออกกลางที่นิยมข้าวนึ่งคล้ายบัสมาติ
รัฐบาลได้เริ่มโครงการนําร่อง 200 ชุมชน ลงไปดูถึงระดับพื้นที่ว่าขาดอะไร บางแห่งขาดเครื่องสีข้าว บางแห่งขาดเครื่องแพ็กสูญญากาศ บางแห่งพร้อมผลิตแต่ขาดการสร้างเรื่องราว บรรจุภัณฑ์ และตลาด พร้อมนโยบายปลูกพืชท้ายไร่ สนับสนุน 2,000 บาทต่อไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่ ตั้งเป้าครอบคลุม 1 ล้านไร่ เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่บังคับให้เกษตรกรเปลี่ยนอาชีพ
ในภาค SME นางศุภจีเสนอแนวคิด “ติดปีก SME” ด้วยโมเดล Asset Light ลดการลงทุนหนัก เปลี่ยนออฟไลน์เป็นออนไลน์ ขยายแฟรนไชส์ และเข้าถึงแหล่งทุน โดยผนึกกําลังกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ SME D Bank เพื่อยกระดับธุรกิจให้ได้มาตรฐาน สามารถขยายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ตะวันออกกลาง พร้อมผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอฟต์แวร์ คอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา รวมถึงสินค้า GI ซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าได้ 2-5 เท่าหรือมากกว่านั้น

ในมิติอุตสาหกรรม นางศุภจีระบุว่า ไทยต้องเร่งสร้าง New S-Curve ควบคู่การดูแลผู้ประกอบการเดิม โดยเน้นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Medical Wellness Senior Living การท่องเที่ยวเชิงยั่งยืน อุตสาหกรรมฮาลาล Pink Economy Creative Economy และยานยนต์ยุคใหม่ เพื่อรักษาความเป็น “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ในบริบทโลกใหม่
ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากรัฐยังล่าช้าและไม่โปร่งใส นางศุภจีจึงเสนอแนวคิด “รัฐฉับไว อนุมัติไว ไม่มีกัก” ใช้ Fast Track ใช้ AI เชื่อมการทํางานหลายหน่วยงาน ลดกฎหมายซ้ําซ้อน ปรับกฎระเบียบที่ล้าสมัย และผลักดันกฎหมายแบบ “กิโยติน” เพื่อตัดขั้นตอนที่ไม่จําเป็น พร้อมยกระดับมาตรฐานสู่ OECD ภายใน 5 ปี หรือเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้คู่ค้าและนักลงทุน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิประโยชน์มากกว่า ทั้งด้านสวัสดิการ การเข้าถึงบริการรัฐ ความรวดเร็วในการรักษาพยาบาล การซื้อพันธบัตรรัฐบาล และโอกาสทางการศึกษา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เศรษฐกิจอยู่ในระบบมากขึ้น
นางศุภจีสรุปว่า หากสามารถขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศ เกษตร SME อุตสาหกรรม และรัฐที่คล่องตัวไปพร้อมกันได้จริง การค้าของไทยจะไม่ใช่เพียง “เทรด” แต่จะเป็น “เทรดพลัส” และผลลัพธ์สุดท้ายไม่ใช่แค่ตัวเลข GDP หากแต่คือการทําให้ประเทศไทยกลับมาเป็น “สยามเมืองยิ้ม” และทําให้คนไทยกลับมายิ้มได้อย่างมั่นคงอีกครั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 17:38 115 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 16:52 139 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 16:49 231 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 16:16 183 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 14:32 275 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 14:30 146 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 14:29 112 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 14:16 111 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:46 149 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:25 3.13K views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:22 178 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:15 152 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:14 150 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:11 166 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 13:07 172 views
ข่าว
23 มิ.ย. 2569 11:31 213 views