วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569
25 ธ.ค. 2568 09:40 | 933 view
@pracha
สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี่ เคเซอร์ นัมเกล วังชุกยก "ไทยและภูฏาน" มีสายสัมพันธ์ที่หาได้ยาก เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม ยกย่องพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทยทําให้มีเอกราช ชื่นชมความเข้มแข็งอดทนของประชาชนชาวไทย และจิตวิญญาณความเป็นนักรบ
พระราชดํารัสสมเด็จพระราชาธิบดี
จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568
ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
“ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สุรเกียรติ์ เสถียรไทย
นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร
อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คณาจารย์ผู้ทรงเกียรติ แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน
ท่านสุภาพสตรี สุภาพบุรุษ
รวมถึงนักศึกษาหนุ่มสาวทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้
สมเด็จพระราชีนีและข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ที่ได้มาอยู่ร่วมกับท่านในวันนี้ เพื่อรับปริญญา
ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกและทรงเกียรติที่สุด
ของประเทศไทย นี่คือเกียรติอันยิ่งใหญ่
ที่ข้าพเจ้าซาบซึ้ง ขอขอบใจจากใจจริง
ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษา
ทั้งในสหรัฐอเมริกาและต่อมาในอังกฤษ
ข้าพเจ้าก็เหมือนนักศึกษาหลายคนที่อยู่ไกลบ้าน
และมักจะคิดถึงบ้านอยู่เสมอ
และเมื่อคนภูฏานคิดถึงบ้าน ความรู้สึกนั้น
มีรสชาติพิเศษเฉพาะตัว เพราะในเวลานั้น
ไม่มีร้านอาหารภูฏานเลย ไม่มีเลย
ไม่ว่าจะในบอสตัน ในลอนดอน หรือที่ใดก็ตาม
ไม่มีอามาติ ไม่มีคาวาติ ไม่มีข้าวสวย
ที่เหมาะสมกับแกงเผ็ดรสจัด
ข้าพเจ้าเดินไปตามถนนด้วยความหิวโหย
และโหยหาบ้าน แต่ก็ไม่พบสิ่งใดตอบแทน
ความคิดถึงนั้นได้
จนกระทั่งข้าพเจ้าค้นพบอาหารไทย
ความเผ็ด ข้าว ความอุ่น แม้จะไม่ใช่อาหารภูฏาน
แต่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง
มันกลายเป็นอาหารปลอบใจของข้าพเจ้า
ร้านอาหารไทยทุกแห่งที่ข้าพเจ้าเดินเข้าไป
ให้ความรู้สึกเหมือนมีบ้านเล็ก ๆ อยู่ในนั้น
ข้าพเจ้าไม่อาจนับได้เลยว่า แกงเขียวหวานกี่ถ้วย
ที่ช่วยประคองข้าพเจ้าไว้ในช่วงปีเหล่านั้น
ประเทศไทยได้หล่อเลี้ยงข้าพเจ้าอย่างแท้จริง
ในยามที่ข้าพเจ้าอยู่ห่างไกลจากทุกสิ่งที่คุ้นเคย
ดังนั้น ความผูกพันของข้าพเจ้ากับประเทศไทย
จึงเริ่มต้นขึ้นเช่นเดียวกับความสัมพันธ์
อันยิ่งใหญ่มากมาย นั่นคือ เริ่มจากอาหาร
แต่อาหารเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
ในช่วงที่เป็นนักศึกษา เราทุกคนถูกขอให้
ทําการนําเสนอสั้น ๆ เกี่ยวกับประเทศของตนเอง
เมื่อเพื่อนร่วมชั้นชาวไทยของข้าพเจ้าลุกขึ้นพูด
เธอได้นําเสนอสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่กับข้าพเจ้า
มานานกว่าสองทศวรรษ

เธอกล่าวถึงประเทศไทยในฐานะประเทศพุทธ
ไม่ใช่เพียงในนาม แต่ในวิถีชีวิตประจําวัน
เธอพูดถึงวัดวาอารามทั่วประเทศ
พระภิกษุที่เดินบิณฑบาตด้วยเท้าเปล่าในยามรุ่งสาง
ชายหนุ่มที่สมัครใจสละเวลาส่วนหนึ่งของชีวิต
เพื่ออุปสมบทและศึกษาธรรม
และสตรีที่เลือกเส้นทางการเป็นชี
เธอพูดถึงวิธีที่คําสอนของพระพุทธเจ้า
หล่อหลอมลักษณะนิสัยของคนไทย
ให้เป็นคนจริงใจ อ่อนน้อม เอื้อเฟื้อ และเปี่ยมด้วยเมตตา
ข้าพเจ้าพยักหน้าไปพร้อมกับคิดว่า
“ใช่ นี่ช่างงดงาม นี่แหละคือสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึก
เมื่ออยู่ในประเทศไทย”
แล้วเธอก็กล่าวต่อว่า “แต่กีฬาประจําชาติ
ของเราคือ มวยไทย คิกบ็อกซิ่ง”
ห้องทั้งห้องเงียบลงเธอยิ้ม และถามว่า
“สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?”
แล้วเธอก็ตอบคําถามนั้นด้วยตนเอง
มันหมายความว่า เราเปี่ยมด้วยเมตตา
แต่เราไม่อ่อนแอ เราเป็นคนรักสันติ แต่เราไม่เฉยชา
หากประเทศไทยถูกคุกคาม เราจะต่อสู้
เราจะยืนหยัดร่วมกัน ด้วยความกล้าหาญ
เสียสละ และมุ่งมั่น เพื่อปกป้องชาติ และวิถีชีวิตของเรา
ข้าพเจ้าไม่เคยลืมถ้อยคําเหล่านั้นเลย
ความเมตตาแบบพุทธ และจิตวิญญาณนักรบ
คือสิ่งที่นิยามประเทศไทย และเป็นการผสมผสาน
ที่จะรับใช้ประเทศนี้ไปได้อีกหลายศตวรรษ
ข้าพเจ้าขอกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 10 และสมเด็จพระราชินี
พระองค์ทรงแบกรับภาระที่มีเพียงไม่กี่คน
บนโลกจะเข้าใจ การสืบต่อราชบัลลังก์
จากสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นที่รักที่สุด
แห่งหนึ่งของโลก
ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเส้นทาง
แห่งการรับใช้ในแบบของพระองค์เอง
นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความเข้มแข็ง
ปัญญา และความมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้ง
ต่อสวัสดิภาพของประชาชน
ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระองค์ได้แสดงคุณสมบัติ
เหล่านี้ทั้งหมดแล้ว ข้าพเจ้าเฝ้าติดตาม
พระองค์อย่างใกล้ชิด ทั้งพระเกียรติภูมิ
ในการทรงงานความทุ่มเทด้านการศึกษา
การสาธารณสุข และการพัฒนา
และการทรงงานอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย
เพื่อยกระดับชีวิตของประชาชนทั่วไป
พระองค์ทรงสืบสานพระราชวงศ์จักรี
ด้วยพระอิริยาบถที่สง่างาม
ด้วยเป้าหมาย และด้วยความมุ่งมั่นเงียบ ๆ
ซึ่งข้าพเจ้าชื่นชมอย่างยิ่ง

ข้าพเจ้าอาจกําลังละเมิดธรรมเนียมบางประการ
แต่ข้าพเจ้าอดไม่ได้ที่จะขอแบ่งปัน
ช่วงเวลาส่วนตัวบางช่วงที่ข้าพเจ้ามีโอกาส
ได้สัมผัส ร่วมกับทั้งสองพระองค์
ข้าพเจ้ามีความเคารพอย่างยิ่งต่อ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
ในพลังใจอันไม่ย่อท้อของพระองค์
และก็ผ่านการสนทนาระหว่างเรานี่เอง
ที่ทําให้ข้าพเจ้าตระหนักถึงความรัก
และความอุทิศตน ที่พระองค์ทรงมีต่อ
ประเทศชาติและประชาชน
และแน่นอน สมเด็จพระราชินี
ในจุดนี้ ข้าพเจ้าหวนระลึกถึงบทสนทนา
ระหว่างพ่อกับลูก
ข้าพเจ้ายังเป็นชายหนุ่ม และจําได้ว่า
บิดาของข้าพเจ้ากล่าวกับข้าพเจ้าว่า
“เจ้าต้องรับใช้ประเทศของเจ้าเสมอ”
แล้วข้าพเจ้าได้กราบทูลพระบิดาของข้าพเจ้า
ว่า “อัปปา ข้าพเจ้าจะรับใช้พระองค์”
พระองค์ตรัสว่า “ไม่ ไม่ ไม่
เจ้าต้องไม่รับใช้ข้า เจ้าต้องรับใช้ประเทศ
และประชาชนของเจ้า”
ข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า “อัปปา
พระองค์ทรงแบกรับน้ําหนักของชาติ
พระองค์ทรงรับใช้ประเทศ ทรงรับใช้ประชาชน
ดังนั้น นับจากนี้ ข้าพเจ้าขอยืนเคียงข้างพระองค์
และขอรับใช้ประชาชนและประเทศ
ของข้าพเจ้าผ่านพระองค์
ข้าพเจ้ายังหนุ่ม ยังไม่อาจทําหรือคิดอะไร
ได้มากนัก แต่ข้าพเจ้าจะยืนอยู่ข้างพระองค์
และรับใช้ด้วยความจงรักภักดี”
และข้าพเจ้ามองเห็นสิ่งนั้น
ในสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศไทย
ที่ทรงยืนหยัดเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รับใช้พระองค์ และผ่านพระองค์ รับใช้ชาติ
และประชาชนของพระองค์
ดังนั้น อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าและสมเด็จพระราชีนี
มีความเคารพอย่างสูงสุดต่อทั้งสองพระองค์
ต่อภาระอันยิ่งใหญ่ และพลังใจที่ไม่ย่อท้อ
ที่พระองค์ทั้งสองทรงแสดงให้เห็น
นี่เป็นสิ่งที่ทําให้เรารู้สึกถ่อมตนอย่างยิ่ง
ในช่วงต้นปีนี้ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยือน
ต่างประเทศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จขึ้นครองราชย์ ท่ามกลางนานาประเทศทั่วโลก ทั้
งใหญ่และเล็ก ใกล้และไกล
พระองค์ทรงเลือกประเทศภูฏาน
ข้าพเจ้าไม่อาจกล่าวเกินจริงได้เลยว่า
สิ่งนี้มีความหมายต่อพวกเรามากเพียงใด
เมื่อเราได้รับข่าว สมเด็จพระราชีนี
และข้าพเจ้ามองหน้ากัน และรู้สึกถึงเกียรติ
อันยิ่งใหญ่จนเอ่อล้น
เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จถึง ความปีติยินดี
ที่แผ่ซ่านไปทั่วภูฏาน เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ตั้งแต่พาโรถึงทิมพู จากภูเขาสู่หุบเขา
ชาวภูฏานทุกคนรู้ว่านี่คือประวัติศาสตร์
นี่คือถ้อยแถลงแห่งมิตรภาพ ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่า
จะถ่ายทอดเป็นคําพูดได้
ดังนั้น หากถ้อยคําเหล่านี้จะมีโอกาสไปถึงพระองค์
ขอขอบพระทัย ขอขอบพระทัยคที่ทรงเลือกภูฏาน
ขอขอบพระทัยสําหรับเกียรติที่พระองค์
ทรงมอบแก่ประเทศของเรา และขอขอบพระทัย
ที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจแก่ข้าพเจ้า
ด้วยแบบอย่างแห่งการรับใช้ของพระองค์
เมื่อข้าพเจ้าเสด็จขึ้นครองราชย์

ข้าพเจ้าโชคดีที่มีบุรุษผู้ยิ่งใหญ่สองท่านคอยชี้นํา
ท่านแรกคือ พระบิดาของข้าพเจ้า
พระองค์คือครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก
ทรงสอนข้าพเจ้าว่าจุดประสงค์เพียง
หนึ่งเดียวของกษัตริย์ คือการรับใช้ประชาชน
พระองค์ไม่ได้สอนด้วยคําพูดเพียงอย่างเดียว
แต่ด้วยการกระทํา พระองค์เสด็จพระราชดําเนิน
ไปยังหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุด ในยามที่ยังไม่มีถนน
ทรงประทับนั่งกับชาวนา ทรงรับฟัง
ทรงฝันถึงประเทศ ที่ความสุขมีความสําคัญ
ยิ่งกว่าความมั่งคั่ง และพระองค์ก็ทรงสร้างมันขึ้นมา
และเมื่อพระองค์ทรงเชื่อว่า ภูฏานพร้อมแล้ว
พระองค์ได้กระทําสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
พระองค์ทรงสมัครใจ มอบอํานาจให้กับ
รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยไม่ใช่เพราะถูกบังคับ
แต่เพราะทรงรักประชาชนมากพอ
ที่จะไว้วางใจให้พวกเขากําหนดอนาคตของตนเอง
การกระทําเพียงครั้งนั้น สอนข้าพเจ้าเกี่ยวกับภาวะผู้นํา
มากกว่าหนังสือเล่มใดจะสอนได้
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่อีกท่านคือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ข้าพเจ้าไม่ได้เพียงแค่ได้เข้าเฝ้าพระองค์
แต่มีโอกาสได้เฝ้าดูการทรงงาน
พระอุปนิสัย และความอุทิศตนของพระองค์
พระองค์ได้รับการขนานนามว่า “กษัตริย์นักพัฒนา”
และพระนามนั้นคู่ควรอย่างแท้จริง
พระองค์เสด็จลงไปในทุ่งนา เสด็จเยือนหมู่บ้านห่างไกล
ตรัสกับชาวนาและชาวประมง
ไม่ใช่ในฐานะกษัตริย์ผู้ห่างไกล แต่ในฐานะ
ผู้ที่ต้องการเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริงและแก้ไขมัน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดําริ
ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนนับล้าน
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้นําเสนอต้นแบบ
การพัฒนาที่ยั่งยืนแก่โลก
องค์การสหประชาชาติให้การยอมรับ
พระองค์ในเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าจดจําได้มากที่สุด
กลับเป็นสิ่งที่เรียบง่ายกว่านั้น
คือความอ่อนน้อมถ่อมตนที่พระองค์ทรงรักษาไว้
แม้จะเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ได้รับการเคารพสูงสุดในโลก
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี 70 ปี
แห่งการรับใช้ 70 ปีแห่งการให้ประชาชนมาก่อนเสมอ
ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการเฝ้าดูพระองค์
มากกว่าที่คําพูดจะถ่ายทอดได้
อิทธิพลของพระองค์ต่อการครองราชย์
ของข้าพเจ้านั้นลึกซึ้งอย่างยิ่ง และข้าพเจ้ารู้สึก
สํานึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ที่ได้มีพระบิดา และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9
เป็นครูของข้าพเจ้า
นี่คือพรที่ข้าพเจ้าพกพาติดตัวทุกวัน
ในปี 2006 ข้าพเจ้าได้มาเยือนประเทศไทย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี
แห่งการครองราชย์ของรัชกาลที่ 9 ในเวลานั้น
ข้าพเจ้าเป็นมกุฎราชกุมาร ยังหนุ่ม ยังประหม่าเล็กน้อย
และเป็นครั้งแรกที่ได้เป็นตัวแทนประเทศบนเวทีอันยิ่งใหญ่
ชาวไทยมองเห็นข้าพเจ้าและทําสิ่งหนึ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง
ซึ่งทําให้ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
พวกเขาไม่ได้เรียกข้าพเจ้าว่า มกุฎราชกุมารแห่งภูฏาน
หรือผู้แทนจากภูฏาน แต่เรียกข้าพเจ้าว่า “เจ้าชายจิกมี”
เรียกชื่อของข้าพเจ้า ราวกับเป็นคนในครอบครัว
นับตั้งแต่วันนั้น ชาวไทยได้มอบแต่ความเมตตา
ความอบอุ่น และการสนับสนุนให้แก่ข้าพเจ้าและภูฏาน
อย่างไม่เคยขาด

ข้าพเจ้าไม่เคยมีโอกาสเหมาะสม ที่จะกล่าว
ในสิ่งที่ข้าพเจ้าอยากพูดมาตลอด
วันนี้ ข้าพเจ้ามีโอกาสนั้นแล้ว
ดังนั้น ขอให้ข้าพเจ้ากล่าวเสียที
ขอบคุณประเทศไทย
ขอบคุณสําหรับความเมตตาของท่าน
สิ่งนี้ไม่เคยผ่านไปโดยไม่ถูกรับรู้ ไม่แม้แต่วันเดียว
ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าข้าพเจ้าได้ทําสิ่งใด จึงสมควรได้รับสิ่งนี้
แต่ข้าพเจ้าซาบซึ้งเกินกว่าจะเอ่ยเป็นคําพูด
และข้าพเจ้าอยากให้ท่านทราบว่าข้าพเจ้าตั้งใจ
จะใช้ชีวิตที่เหลือทั้งหมด เพื่อตอบแทนมิตรภาพนี้
ไม่ว่าข้าพเจ้าจะสามารถทําสิ่งใดให้ประเทศไทยได้
ภายในขอบเขตความสามารถของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะทํามิตรภาพของท่านมีความหมาย
ต่อข้าพเจ้าอย่างยิ่ง และข้าพเจ้าหวังว่า
มิตรภาพของข้าพเจ้าจะมีความหมายต่อท่านเช่นกัน
ก่อนจะกล่าวปิดท้าย ข้าพเจ้าขอพูดถึงอนาคต
ของประเทศไทยไม่ใช่ในฐานะคําสรรเสริญ
แต่ในฐานะการสังเกตอย่างจริงใจ
ประเทศไทยและภูฏาน มีสายสัมพันธ์ที่หาได้ยาก
เราเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศ ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม
ขณะที่จักรวรรดิต่าง ๆ เข้ายึดครองและแบ่งแยกดินแดน
ประเทศไทยยังคงเป็นเอกราช ด้วยพระปรีชาสามารถ
ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
และผู้นําผู้ยิ่งใหญ่ต่อเนื่องกันมาและที่สําคัญที่สุด
ด้วยความเข้มแข็งอดทนของประชาชนชาวไทย
จิตวิญญาณแห่งเอกราช หยั่งรากลึกในแผ่นดินนี้
ประเทศไทยตั้งอยู่ ณ ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เป็นทางแยกโดยธรรมชาติของการค้าและวัฒนธรรม
ประเทศนี้ได้รับพรด้วยความหลากหลาย
ทั้งภูเขาและชายหาด เมืองและหมู่บ้าน อุ
ตสาหกรรมและเกษตรกรรม
ประชาชนมีการศึกษา ปรับตัวได้ และผูกพันกัน
ด้วยศรัทธาอันศักดิ์สิทธิ์ และสถาบันพระมหากษัตริย์
อันเป็นที่รัก
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชมมากที่สุด คือ
ความรู้จักประมาณของประเทศไทย
ปัญญาที่รู้ว่าเมื่อใดควรอ่อนและเมื่อใด
ควรยืนหยัดอย่างมั่นคง
ความเป็นจริงเชิงปฏิบัตินี้ สัญชาตญาณ
แห่งความสมดุลนี้ คือสิ่งที่ทําให้ประเทศไทยมั่นคง
ขณะที่ประเทศอื่น ๆ สะดุดล้ม
และมันจะนําพาประเทศไทย ก้าวไกลสู่อนาคต
วันนี้ สมเด็จพระราชีนีและข้าพเจ้า
ออกจากพิธีนี้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นเกียรติยศ
จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เสาหลักของราชอาณาจักร
คือสิ่งที่เราจะจดจําตลอดไป
ขอให้มิตรภาพระหว่างประเทศไทยและภูฏาน
แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทุกปีที่ผ่านไป
ขอให้ราชวงศ์ของเรายังคงใกล้ชิดกัน
และขอให้ประชาชนของเรา ซึ่งเชื่อมโยงกัน
ด้วยศรัทธา ด้วยคุณค่าและด้วยความรักใคร่
อย่างจริงใจ ได้เดินเคียงข้างกันบนเส้นทางแห่งความสุขต่อไป
ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ที่ได้อยู่ ณ ที่นี้ ขอขอบใจมหาวิทยาลัย
สําหรับเกียรติอันล้ําค่านี้
เหตุผลที่ช่วงเวลานี้พิเศษมากสําหรับข้าพเจ้า
สมเด็จพระราชีนีของข้าพเจ้าย่อมรู้ดีกว่าใคร
ว่าข้าพเจ้าไม่เคยได้รับเวทีที่เหมาะสมหรือโอกาสที่เหมาะสม
ในการแสดงความขอบคุณ ต่อพระมหากษัตริย์
พระราชินี และประชาชนชาวไทย
ดังนั้น อีกครั้งหนึ่ง จากก้นบึ้งของหัวใจ ขอบใจ
สําหรับการสนับสนุนที่ท่านมอบให้และเราจะทํางาน
อย่างเต็มที่เพื่อตอบแทน ขอบใจ ขอบใจอย่างยิ่ง”
__________
ที่มา - เพจ Thai classic แปลเบื้องต้นโดย ChatGPT 5.2
ตรวจทานและปรับปรุงโดยศกุนพัฒน์ (เจ้าของโพส)
ประธานฝ่ายวิชาการและกรรมการสมาคมนิสิตเก่า
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และนักแปลอาสาประจํา TED Talks
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 15:40 454 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 15:25 181 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 15:18 177 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 15:03 309 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 14:01 273 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 13:48 273 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 11:57 184 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 11:43 184 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 11:40 205 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:43 182 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:35 215 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:28 173 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:27 168 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:06 203 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 10:06 201 views
ข่าว
18 มิ.ย. 2569 09:57 180 views