วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569
18 มี.ค. 2569 12:15 | 488 view
@pracha
รฟท.อ่วมน้ํามันพุ่ง ปรับทัพใหญ่-เคาะค่าตั๋วใหม่
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รักษาการผู้ว่าการ รฟท. เปิดเผยถึงผลกระทบจากวิกฤตราคาน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีต่อการดําเนินงานของ รฟท. ว่า ความผันผวนของราคาน้ํามันในตลาดโลกได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างต้นทุนของ รฟท. เนื่องจากน้ํามันเชื้อเพลิงถือเป็นต้นทุนหลักในการเดินรถ ทําให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้จากค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้ายังคงอยู่ในระดับเดิม ทําให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างรายได้และรายจ่ายขององค์กร
นายอนันต์ ระบุว่า จากการวิเคราะห์สถานการณ์ด้านต้นทุนและรายได้ พบว่า ปัจจุบัน รฟท.มีต้นทุนหลักอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ ต้นทุนด้านบุคลากร , ต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และต้นทุนค่าน้ํามันเชื้อเพลิง โดยช่วงที่ผ่านมาสัดส่วนของค่าน้ํามันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการคาดการณ์ทางการเงินขององค์กรซึ่งตั้งไว้ก่อนเกิดวิกฤตราคาพลังงาน ว่า รฟท. จะมีภาระขาดทุนประมาณ 18,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวอาจต้องทบทวนใหม่ เนื่องจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบัน รฟท. ใช้น้ํามันดีเซลประเภท B7 สําหรับการเดินรถไฟทั่วประเทศเฉลี่ยเดือนละ 8-9 ล้านลิตร หรือคิดเป็นเดือนละ 270 ล้านบาท โดยจัดซื้อผ่านสัญญาโดยตรงกับบริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) แม้จะได้รับส่วนลดพิเศษจากราคาหน้าปั๊มในระดับหนึ่ง แต่ยังได้รับผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ํามันในตลาดโลก ขณะเดียวกันในด้านการบริหารจัดการสต็อกน้ํามัน รฟท.ยังมีปริมาณสํารองเพียงพอต่อการใช้งาน จึงไม่ประสบปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงในการเดินรถ” นายอนันต์ กล่าว
สําหรับแนวทางจัดการการเดินรถ รฟท.ใช้หลักการปรับแผนการเดินรถให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของผู้โดยสาร โดยอาศัยแนวทางที่เคยนํามาใช้ในช่วงโควิด-19 คือ หากพบว่ามีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจะเพิ่มขบวนรถหรือเพิ่มตู้โดยสารให้เพียงพอกับความต้องการ แต่หากปริมาณผู้โดยสารลดลง จะลดจํานวนตู้โดยสารหรือยุติการเดินรถบางขบวนเพื่อควบคุมต้นทุนการดําเนินงาน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเทศกาลสําคัญ เช่น สงกรานต์ ขณะนี้การจองตั๋วโดยสารล่วงหน้าหลายเส้นทางเต็มเกือบทุกที่นั่งตามปกติของฤดูกาลท่องเที่ยว แต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มกําไร เพราะต้นทุนค่าน้ํามันที่เพิ่มสูงขึ้น ทําให้ค่าใช้จ่ายในการเดินรถสูงกว่ารายได้จากค่าโดยสาร ส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “ยิ่งวิ่งยิ่งขาดทุน”
“รฟท.จําเป็นต้องเร่งหาแนวทางเพิ่มรายได้ เพื่อรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนงบประมาณเดิม โดยหนึ่งในแนวทางสําคัญคือการบริหารจัดการทรัพย์สินขององค์กรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในสถานีรถไฟหรือพื้นที่ศักยภาพต่างๆ เพื่อนํารายได้มาช่วยชดเชยภาระค่าใช้จ่ายและภาระหนี้ขององค์กร” นายอนันต์ กล่าว
นายอนันต์ กล่าวด้วยว่า ในเรื่องของค่าโดยสาร ขณะนี้กรมการขนส่งทางราง(ขร.) อยู่ระหว่างเตรียมประกาศค่าพิกัดอัตราค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าขั้นสูง หรือ Fare Ceiling สําหรับระบบรถไฟ ตาม พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อเปิดช่องให้ รฟท.ปรับอัตราค่าโดยสารและค่าขนส่งสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น แต่ยังต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาและประกาศใช้ จึงอาจไม่สามารถแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ํามันที่พุ่งสูงขึ้นได้ในทันที
“ขณะนี้ราคาพลังงานมีความผันผวนสูง รฟท.จําเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งพิจารณามาตรการทางการเงินและรูปแบบการดําเนินธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงการขอรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากภาครัฐ และต้องเร่งหารายได้เพิ่มเติม เพื่อมาเสริมผลการดําเนินการงาน รวมถึงอาจต้องบริหารจัดการการเดินรถ ทั้งเพิ่มและลดขบวน ให้สอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสาร เพื่อให้สามารถดําเนินภารกิจในการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ประชาชนได้อย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพในระยะยาว” นายอนันต์ กล่าว
ข่าว
15 มิ.ย. 2569 10:11 77 views
ข่าว
15 มิ.ย. 2569 10:05 64 views
ข่าว
15 มิ.ย. 2569 09:59 46 views
ข่าว
15 มิ.ย. 2569 09:55 39 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 14:37 396 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:50 220 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:50 176 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:36 177 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 12:10 196 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 12:05 220 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 11:37 196 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:52 227 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:33 280 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:10 193 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 09:57 223 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 09:49 208 views