วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2569
30 มี.ค. 2569 16:07 | 963 view
@pracha
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ พลิกโมเดลครั้งสําคัญ ปรับโครงสร้างใหม่ให้สอดรับกับบริบทในปัจจุบัน แบ่งงานออกเป็น 4 สายหลัก วางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ทําให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งสําคัญ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยวางทิศทางใหม่ให้ “การพัฒนา” ไม่ใช่เป็นเพียงภารกิจเชิงสังคม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาดอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักการพัฒนาที่มี “คน” เป็นศูนย์กลาง ควบคู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญของมูลนิธิฯ ในการปรับโครงสร้างการทํางานให้สอดรับบริบทปัจจุบัน โดยบูรณาการ 4 สายงานหลัก ได้แก่
1.ธุรกิจเพื่อสังคม มี นายประเสริฐ ตรงเจริญเกียรติ เป็น ประธานสายงานธุรกิจเพื่อสังคม ( Chief Social Enterprise Officer ) 2.การแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) มี นายสมิทธิ หาเรือนพืชน์ เป็น ประธานสายงานการแก้ไขปัญหาโดยใช้ธรรมชาติเป็นฐาน ( Chief Nature Based Solutions Officer) 3.ที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน มีนางสาว รัมภ์รดา นินนาท เป็น ประธานสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ( Chief Sustainability Officer) และ 4.สายงานพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ครอบคลุมทั้งการเผยแพร่องค์ความรู้ การขยายผล และการบริหารรายได้อย่างยั่งยืน มี นายณรงค์ อภิชัย เป็น ประธานสายงานปฏิบัติการงานพัฒนา ( Chief Development Execution Officer )


โดย สายงาน NbS เร่งขับเคลื่อนโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยทําหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมภาคธุรกิจกับเครือข่ายชุมชน พร้อมขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ภายในองค์กรมีการใช้กลยุทธ์ “ระบบคู่ขนาน” (Parallel System) สร้างทีมและกลไกใหม่ควบคู่ระบบเดิม เพื่อเร่งผลลัพธ์และลดแรงต้านการเปลี่ยนแปลง ในระยะยาว มูลนิธิฯ ตั้งเป้าขยายบทบาทสู่ระดับนานาชาติ โดยต่อยอดประสบการณ์ในพื้นที่ เช่น เมียนมา และอินโดนีเซีย หวังมุ่งสู่การเป็นองค์กรพัฒนาระดับโลก ขณะเดียวกัน สายงานธุรกิจเพื่อสังคมรับไม้ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของดอยตุง และสายงานที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนจะขับเคลื่อนความร่วมมือระดับประเทศและองค์กร สร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคเอกชนและเยาวชนผ่านการให้คําปรึกษาและหลักสูตรต่างๆ


หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวต่อว่า การปรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการปรับโครงสร้างองค์กร แต่เป็นการวางรากฐานแนวทางพัฒนาใหม่ที่ใช้กลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน ความท้าทายคือทําให้การพัฒนาไม่เป็นภาระงบประมาณ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ภาคเอกชน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปด้วยกัน โดยหัวใจยังเหมือนเดิม คือ ถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกคนก่อน แต่วันนี้เรากําลังขยายแนวคิดนี้สู่ระดับประเทศ และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้จริง ซึ่งการปรับครั้งนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ในฐานะ “ตัวกลางเศรษฐกิจความยั่งยืน” ที่เชื่อมทรัพยากร ชุมชน และทุนเข้าด้วยกัน พร้อมก้าวสู่ต้นแบบการพัฒนายุคใหม่ของประเทศไทย


หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯ ยังขยายงานหัตถกรรมชุมชน “นอกพื้นที่ดอยตุง” และพลิกโฉมแบรนด์ธุรกิจเพื่อสังคม “ดอยตุง” เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ งานหัตถกรรม ขยายการส่งเสริมงานหัตถกรรมจากพื้นที่ดอยตุงสู่พื้นที่ขยายผล เพื่อสร้างรายได้ฐานรากและยกระดับทักษะชุมชน โดยทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงตั้งแต่การฝึกอบรม การผลิต ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถผลิตงานให้กับแบรนด์ DoiTung และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ปัจจุบันในพื้นที่ปางมะหัน ปูนะ และบ้านห้วยส้าน สามารถสร้างรายได้รวมหลายล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีรายได้เสริมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสตรีที่สามารถทํางานใกล้บ้าน และเตรียมขยายโมเดลสู่พื้นที่ป่าชุมชนภายใต้โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การดูแลทรัพยากร และกระจายรายได้สู่ชุมชนในวงกว้าง

ทั้งนี้ยังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่อายุน้อยลง ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่ายและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ประจําวัน พร้อมเชื่อมโยงแก่นแท้ของงานที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ดําเนินงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันผ่านการออกแบบสินค้า จะออกวางจําหน่ายในร้านดอยตุงไลฟ์สไตล์ อย่างไม่เป็นทางการปลายไตรมาสที่ 2 นี้ งานกาแฟและแมคคาเดเมีย ยังคงเป็นสินค้าหลักที่ตลาดมีความต้องการสูง โดยขยายการผลิตแบบ OEM ผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น การบินไทย ซึ่งปัจจุบันเสิร์ฟกาแฟดอยตุงในทุกเที่ยวบินทั่วโลก พร้อมไปกับการพัฒนาสายพันธุ์ และการปลูกที่ทนทานต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ


หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวต่อว่า งานสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โครงการพัฒนาดอยตุงฯ เดินหน้ายกระดับบทบาทสู่การเป็นแพลตฟอร์มสร้างผู้ประกอบการในพื้นที่ โดยใช้การรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็นกลไกสําคัญ ปัจจุบันมี 15 กลุ่ม สมาชิกกว่า 1,030 คน สร้างรายได้รวมกว่า 38.2 ล้านบาท ในปี 2568 ครอบคลุมตั้งแต่ภาคเกษตร การแปรรูป และการพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพคือ “หมูดําดอยตุง” ซึ่งต่อยอดจากการจําหน่ายเนื้อสด สู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ไส้กรอก แฟรงก์เฟิร์ตเตอร์ และดอยตุงแฮม ช่วยเพิ่มมูลค่าจากหลักร้อยสู่หลักพันบาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้และยกระดับชุมชนสู่การเป็นผู้ประกอบการที่แข่งขันได้อย่างยั่งยืน
หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวต่อว่า งานท่องเที่ยว มุ่งเจาะกลุ่มสัมมนาและอบรม โดยบูรณาการกับสายงานความยั่งยืนและองค์ความรู้ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเรียนรู้
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 14:37 312 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:50 198 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:50 155 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 13:36 163 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 12:10 180 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 12:05 189 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 11:37 179 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:52 214 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:33 253 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 10:10 169 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 09:57 204 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 09:49 193 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 09:28 882 views
ข่าว
14 มิ.ย. 2569 08:20 489 views
ข่าว
13 มิ.ย. 2569 19:55 303 views
ข่าว
13 มิ.ย. 2569 17:43 214 views