×
Live หน้าหลัก ทันเหตุการณ์ ทั่วไป ข่าวพระราชสำนัก คุณภาพชีวิต อาชญากรรม อาชญากรรมและมิจฉาชีพ เศรษฐกิจ ต่างประเทศ กีฬา สิ่งแวดล้อม ทหาร การเมือง ภูมิภาค บทความ บันเทิง Life แฟชั่นและความงาม อาหารและสุขภาพ ไอที ท่องเที่ยวและวัฒนธรรม การเงินและการลงทุน โชคชะตาและความเชื่อ กิจกรรม ททบ. กิจกรรม ทบ. แนะนำรายการ หน่วยงานและเอกชน พอดแคสด์ FM94 ศูนย์ข่าววิทยุ ติดต่อเรา

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569

?>

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เผยสัปดาห์เดียวทลายแก๊งสแกมเมอร์ 16 ราย

 6 เม.ย. 2569 12:52 | 1277 view

 @supakitt

Facebook X Share

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอํานวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดําเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.- 4 เม.ย.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จํานวน 7,366 คดี มูลค่าความเสียหาย 407,981,333 บาท ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้เพิ่มขึ้นจากห้วงวันที่ 22-28 มี.ค.69 จํานวน 176 คดี แต่พบว่ามูลค่าความเสียหายกลับลดลง 94,167,600 บาท

ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าภาพรวมจํานวนคดีเพิ่มขึ้น แต่มูลค่าความเสียหายกลับสวนทาง โดยแม้คดีจะเพิ่มขึ้น แต่ความเสียหายรวมกลับลดลงจากประมาณ 502.15 ล้านบาท เหลือ 407.98 ล้านบาท ลดลง -94.16 ล้านบาท การที่จํานวนคดีเพิ่มแต่ยอดเงินรวมลดลง อาจหมายถึงมิจฉาชีพเน้นหลอกรายย่อยมากขึ้น หรือมีการสกัดกั้นการโอนเงินก้อนใหญ่ได้ทันท่วงที ระบบอายัดเงินเริ่มทํางานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทําให้ความเสียหายต่อเคสลดลง ขณะที่การหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการยังครองแชมป์จํานวนคดี ขณะที่การหลอกลวงเสนอผลประโยชน์อื่นๆ เป็นกลุ่มเดียวที่พุ่งสูงขึ้นทั้งจํานวนคดีและความเสียหาย แต่ที่น่าสนใจคือ การหลอกทํางานออนไลน์ กลับกลายเป็นกลุ่มที่สร้างความเสียหายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในสัปดาห์นี้ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอแนะนําวิธีป้องกันตนเองจากการถูกหลอกลวงซื้อสินค้าทางออนไลน์อีกครั้ง โดยประชาชนควรเลือกซื้อสินค้าและบริการออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” เช่น TikTokShop, Lazada, และShopee ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว และจะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์มได้ โดยแพลตฟอร์มจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น และควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะไม่มีกระเป๋าเงินกลาง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงข้อให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ตรวจสอบร้านค้าให้รอบคอบ และหลีกเลี่ยงการซื้อขายที่ไม่มีหลักฐาน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการถูกหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีรูปแบบกลโกงที่แยบยลมากขึ้น คือ “การหลอกซื้อของพ่วงทําภารกิจ” และ “การหลอกทํางานออนไลน์พ่วงทําภารกิจ” ดังนี้

1. มิจฉาชีพใช้กลโกง “ของถูก-ของฟรี” เป็นเหยื่อล่อ ดึงเข้ากลุ่มไลน์ทําภารกิจ
- ใช้ของล่อ : โพสต์ขายของที่คนต้องการสูงในราคาถูกผิดปกติ เช่น นมผง, เครื่องปั๊มนม, โทรศัพท์มือถือ  หรือเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงการแอบอ้างแจกของฟรี เช่น แจกต้นไม้ฟรี โดยอ้างว่าเลิกเลี้ยงหรือแจกเนื่องในโอกาสพิเศษ ให้ฟรีเพียงแค่ช่วยจ่ายค่าจัดส่งเท่านั้น
- ดึงเข้ากลุ่ม : เมื่อเหยื่อโอนเงินค่าสินค้าหรือค่าส่งแล้ว มิจฉาชีพจะยังไม่ส่งของ แต่จะดึงเหยื่อเข้ากลุ่มไลน์ โดยอ้างว่าเป็นเงื่อนไขในการรับสิทธิ์ ต้อง “ทํากิจกรรม” หรือ “ทําภารกิจ” ก่อน ถึงจะส่งของให้
- หลอกให้โอนซ้ํา : ในกลุ่มจะมีหน้าม้าคอยรีวิวว่าได้เงินคืนจริง เพื่อกดดันให้เหยื่อยอมโอนเงินสํารองจ่ายเพื่อจบภารกิจและรับของที่อยากได้
- สูญเงินก้อนโต : หากเหยื่อจะเลิก มิจฉาชีพจะอ้างว่า “ภารกิจยังไม่เสร็จ” บีบให้โอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายปิดกลุ่มหนี
2. หลอกทํางานออนไลน์ (รายได้เสริม) มิจฉาชีพจะเข้าหาเหยื่อผ่านโฆษณาใน Facebook, Instagram หรือส่ง SMS ล่อใจด้วยข้อความว่า “รับสมัครคนช่วยงาน” หรือ “กดไลก์ กดแชร์ สั่งซื้อสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย” โดยมีลักษณะการหลอกลวงเป็นขั้นตอน ดังนี้

- เมื่อเหยื่อหลงเชื่อ : เริ่มต้นมักจะให้ทํางานง่ายๆ เช่น การกดถูกใจโพสต์ หรือการรีวิวสินค้า
- ให้ผลตอบแทนจริงในครั้งแรก : เพื่อสร้างความมั่นใจ มิจฉาชีพจะโอนเงินค่าจ้างจํานวนแล็กน้อยคืนมาให้จริงใน 1-2 ครั้งแรก
- หลอกให้สํารองจ่าย : เมื่อเหยื่อเริ่มไว้ใจ จะถูกชักชวนให้ทําภารกิจที่ใหญ่ขึ้น โดยต้องเงินสํารองค่าสินค้าหรือวางเงินประกันเข้าไปก่อนเพื่อแลกกับค่าคอมมิชชันที่สูงขึ้น


- ถอนเงินไม่ได้ : เมื่อยอดเงินโอนสะสมสูงขึ้น มิจฉาชีพจะอ้างเหตุผลต่างๆ เช่น ทําผิดขั้นตอน, ต้องชําระภาษีเพิ่ม หรือยอดเงินยังไม่ครบตามเงื่อนไข เพื่อบีบให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็ปิดช่องทางติดต่อหนีไป
ดังนั้น หากประชาชนเลือกซื้อสินค้าหรือมองหางานทางออนไลน์ แล้วถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์เพื่อ “ทําภารกิจเสริม” ไม่ว่าจะเป็นการปั่นยอดวิวหรือสํารองจ่ายเพื่อรับของและค่าคอมมิชชัน ขอให้หยุดการสนทนาและออกจากกลุ่มทันที เพราะนั่นคือพฤติกรรมของมิจฉาชีพ 100% ที่ใช้ของถูกหรือรายได้สูงมาเป็นเหยื่อล่อ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน

ข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา และกลุ่มผู้หญิงวัย 21-30 ปี เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ถูกหลอกลวงมากที่สุดเช่นเดียวกับสัปดาห์ที่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มวัยดังกล่าวเอง ก็ครองแชมป์ด้านผู้เสียหายคดี 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกให้โอนเงินเพื่อทํางานหารายได้พิเศษ และอันดับ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่น สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อพุ่งเป้าหมายมายังกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอายุน้อยที่ทํา
ธุรกรรมออนไลน์เป็นประจํามากขึ้น

ทั้งนี้ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC ที่ประสานงานร่วมกันกับกลุ่มธนาคารต่างๆ จนมีผลปฏิบัติการต่างๆ และสามารถจับกุมขบวนการกดเงินสดให้แก๊งสแกมเมอร์ จํานวน 8 เคส ผู้ต้องหา 16 ราย แบ่งเป็นชาวไทย 14 ราย และชาวต่างชาติ 2 ราย เป็นสัญชาติจีนและเวียดนาม พร้อมตรวจยึดเงินสดได้กว่า
1.7 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ประสานตํารวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที
ได้ทั้งหมด 30 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมด จํานวน 47 ราย คิดเป็นจํานวนเงินกว่า 6,279,699 บาท

คดีที่น่าสนใจ 1.เจ้าหน้าที่ศูนย์ ACSC ประสานตํารวจ สภ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ จับกุม Mr.Fan ชาวจีน ในข้อหา “เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” และเตรียมแจ้งข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ” หลังผู้ต้องหาร่วมกับพวกหลอกลวงหญิงวัย 79 ปี ผู้เสียหายให้เกิดความกลัวว่าเงินในบัญชีธนาคารของผู้เสียหายได้เกี่ยวข้องกับการกระทําความผิด ก่อนล่อลวงให้นําเงินสดไปตรวจสอบ ผู้เสียหายเกรงกลัวและหลงเชื่อ จึงไปถอนเงินสดแล้วมอบให้คนร้าย จํานวน 2 ครั้ง รวมความเสียหายกว่า 2 ล้านบาท แต่ครั้งที่ 3 เจ้าหน้าที่ธนาคารพบการถอนเงินที่ผิดปกติจึงรีบแจ้งมายัง Warroom ศูนย์ ACSC ก่อนส่งกําลังตํารวจเข้าตรวจสอบพร้อมวางแผน กระทั่งสามรถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ไว้ได้

คดีที่ 2. ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ ศปอส.ภ.5 ให้ตรวจสอบผู้ต้องหาที่ทําหน้าที่กดเงินสด จํานวน 199,500 บาทหน้าเคาน์เตอร์ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าขบวนการนี้มีนานศรรามฯ อายุ 22 ปี เป็นหัวหน้ากลุ่ม ทําหน้าที่ควบคุมการถอนเงินสดของแก๊งสแกมเมอร์กลุ่มนี้ จึงเฝ้าสะกดรอยตาม กระทั่งพบนายศรรามฯ ได้ควบคุมและพา นส.สุภัสรา อายุ 23 ปี มาทําการถอนเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคารแห่งเดิม เจ้าหน้าที่จึงเข้าแสดงตัว พร้อมตรวจสอบพบของกลางเป็นเงินสดจํานวน 455,500 บาท, โทรศัพท์ 2 เครื่อง

จากการสอบถาม น.ส.สุภัสราฯ ผู้ต้องหาระบุว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ของตนเอง และรับสารภาพว่าเป็นผู้ถอนเงินดังกล่าวออกมาตามคําสั่งของนายศรรามฯ โดยแลกกับค่าจ้างจํานวน 5,000 บาท ขณะที่นายศรรามฯ รับสารภาพว่า รับคําสั่งจากบุคคลใน “เทเลแกรม” ให้มาทําหน้าที่คุม น.ส.สุภัสราฯ มาถอนเงินสดที่ธนาคาร และจะนัดให้นําเงินสดจํานวนดังกล่าวไปส่งมอบให้ เพื่อแลกกับค่าจ้าง จํานวน 2,000 บาท แต่ก็มาถูกจับกุมเสียก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา “เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดําเนินการและมีความมุ่งหมาย เพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย (อั้งยี่) และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตหรือหลอกลวง, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ก่อนนําส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิง จ.เชียงใหม่ ดําเนินคดีต่อไป

สําหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าความเสียหายสูง ได้แก่

เคสที่ 1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นชายวัย 57 ปีที่กําลังอยู่ในอาการตื่นตระหนก หลังตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ที่เริ่มจากการประกาศขายเฟอร์นิเจอร์ทางออนไลน์ ก่อนจะใช้อุบายชักชวนเข้ากลุ่มไลน์เพื่อทํากิจกรรม แต่เมื่อโอนเงินไปเรื่อยๆ กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.8 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ตํารวจรีบเข้าพบผู้เสียหายเพื่อระงับการโอนเงินเพิ่มเติม พร้อมให้โทรแจ้งสายด่วนอายัดบัญชีปลายทางทันทีและให้รีบเข้าแจ้งความตามขั้นตอนต่อไป

เคสที่ 2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.เสลภูมิ ภ.จว.ร้อยเอ็ด เข้าช่วยเหลือหญิงวัย 65 ปี หลังพบว่ามีการโอนเงินไปยังบัญชีม้าจํานวนมาก ทราบภายหลังว่าผู้เสียหายถูกมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านโฆษณาชักชวนให้ลงทุนในแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก จากนั้นให้แอดไลน์ร่วมกิจกรรมสะสมแต้มแลกค่าตอบแทน แต่เมื่อต้องการถอนเงินกลับถูกอ้างข้อผิดพลาดและถูกหว่านล้อมให้โอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีม้าไปถึง 18 ครั้ง ผ่าน 15 บัญชีปลายทาง รวมมูลค่าความเสียหาย 2.1 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เสียหายมีอาการป่วยและต้องเข้ารับการฟอกไตทันที จึงนัดหมายเข้าให้ปากคําภายหลัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงแผนโกงคนร้ายเพื่อให้ผู้เสียหายหยุดโอนเงินทันที พร้อมให้คําแนะนําสําหรับการเข้าแจ้งความต่อไป

เคสที่ 3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.หนองคาย และ สภ.คลองหลวง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 60 ปี หลังตรวจพบความผิดปกติในการโอนเงินจํานวน 1.4 ล้านบาท ไปยังบัญชีม้า เนื่องจากผู้เสียหายหลงเชื่อคําชักชวนในการทําธุรกรรมซื้อขายที่ดินและได้ติดต่อขอยืมเงินจากพี่สาวเพื่อไปจ่ายค่านายหน้า โดยไม่ทราบว่าตนเองกําลังตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.คลองหลวง สามารถรวบตัวนางสาวอรุโณทัยฯ เจ้าของบัญชีม้าได้ขณะทําหน้าที่เป็น “ม้ากดเงิน” โดยผู้ต้องหารรับสารภาพว่ารับจ้างกดเงินแลกค่าตอบแทน 1% และถูกกลุ่ม “ชุดควบคุมเงิน” (ชาย 2 หญิง 1) รับตัวจากจังหวัดชลบุรี มาขึ้นรถที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อมาตระเวนกดเงินในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีร่วมกับม้าผู้ชายอีก 1 ราย ที่เพิ่งกดเงินไปก่อนหน้า
กว่า 1 ล้านบาท ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้ในที่สุด

เคสที่ 4 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตํารวจ สภ.เมืองลพบุรี เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 44 ปีอย่างเร่งด่วน หลังถูกมิจฉาชีพหลอกชักชวนให้ทํางานหารายได้พิเศษ โดยผู้เสียหายต้องการขายหนังสือ มิจฉาชีพจึงหลอกให้สมัครสมาชิกเพื่อเปิดเครดิตร้านค้าและให้โอนเงินอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งยอดเงินสะสมสูงขึ้นกว่า 1 ล้านบาท แต่กลับไม่สามารถถอนออกมาได้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบ พร้อมได้อธิบายรูปแบบกลโกงดังกล่าว และให้ผู้เสียหายหยุดโอนเงินทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้น เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ให้คําแนะนําในการรวบรวมหลักฐานเพื่อเข้าแจ้งความดําเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เป็นเพื่อนกับบัญชีทางการ LINE ของเราเพื่อรับข่าวสารล่าสุดและอีกมากมาย!

เพิ่มเพื่อน

ทันเหตุการณ์

ข่าว

สวยสับฉบับ Sandara Park ตํานาน 2NE1 สู่โหมดโซโล่

19 มิ.ย. 2569 17:16 65 views

ข่าว

ปอนด์-ภูวิน Space Souldyssey ฮอตจัดกระแสตอบรับล้นจนเพิ่มรอบ 3 วัน

19 มิ.ย. 2569 17:09 66 views

ข่าว

EXO บัลลังก์ราชาเค-ป็อป! EXO-L ไทยรวมใจ 2.2 หมื่นคน

19 มิ.ย. 2569 17:02 69 views

ข่าว

เต-นิว รวมพลังแฉคนนอกใจ โอบ โดนแน่! ภารกิจจับโป๊ะ

19 มิ.ย. 2569 16:55 80 views

ข่าว

กสทช. กางแผนรับมือหลังปี 72 สู้ศึกสตรีมมิ่ง! ดันฟรีทีวีไทยบุก National Platform

19 มิ.ย. 2569 16:34 84 views

ข่าว

ภาวุธโต้ DSI! ปม 28 ล้าน ปัดเอี่ยวบริษัทฉาว ลั่นสละเอกสิทธิ์สู้คดีเพื่ความโปร่งใส

19 มิ.ย. 2569 16:26 93 views

ข่าว

โพลพระปกเกล้าชี้ ชัชชาติ มาแรง คนกรุงเมินกระแสพรรคส้ม-น้ําเงิน-แดง

19 มิ.ย. 2569 16:14 81 views

ข่าว

กรมวิทย์ฯ ผุดแอป "คัดแยกเห็ดไทย" หลังพบยอด 1.2 หมื่นรายสังเวยเห็ดพิษ

19 มิ.ย. 2569 16:07 80 views

ข่าว

ชัชชาติ ผุดไอเดียชุบชีวิตตึกแถวร้าง 4.5 แสนห้อง จ่อแก้กฎหมายดัดแปลงอาคารเก่า

19 มิ.ย. 2569 15:46 83 views

ข่าว

พล.ร.2 รอ. เปิดฝึกร่วมไทย–ออสเตรเลีย Chapel Gold 2026

19 มิ.ย. 2569 15:38 78 views

ข่าว

DSI เปิดชื่อ‘ภาวุธ-ฟิล์ม’ เอี่ยว Forex แกะรอย 19 บริษัท พบพิรุธบริษัทผีบังหน้า

19 มิ.ย. 2569 15:29 192 views

ข่าว

ผบ.พล.ร.2 รอ. นํากําลังพลร่วมพิธีสัตตมวาร น้อมรําลึกในพระกรุณาธิคุณ

19 มิ.ย. 2569 15:23 81 views

ข่าว

กทม. ยันไม่มีลต.นอกเขต-ล่วงหน้า เปิดไทม์ไลน์แจ้งเหตุไม่ไปเลือกตั้ง กทม. ป้องกันเสียสิทธิ

19 มิ.ย. 2569 14:50 101 views

ข่าว

อนุทิน-ฮุน มาเนต จับมือถกทางออก ยันไทยไม่เสียสิทธิ์ ย้ําผลประโยชน์ชาติมาที่หนึ่ง

19 มิ.ย. 2569 14:41 81 views

ข่าว

ซาบีดา แจงปมมรดกวัฒนธรรมโลก กัมพูชานั่งบอร์ด UNESCO ไม่กระทบไทย

19 มิ.ย. 2569 14:33 82 views

ข่าว

รัฐปล่อยยางสต็อก 1.8 หมื่นตัน กําไรพุ่ง 34% กวาด 1.2 พันล้านบาท!

19 มิ.ย. 2569 14:28 79 views