วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569
25 ก.พ. 2569 14:22 | 1653 view
@nutthanan
อย่าด่วนสรุปว่ารอด! “ปานเทพ” ชี้แม้ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ “ทนายตั้ม” แต่คดีอาญา 4 จําเลยสารภาพแล้ว
มหากาพย์คดี ทนายตั้ม หรือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด กับ เจ๊อ้อย (น.ส.จตุพร อุบลเลิศ) เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสําคัญในภาคคดีแพ่ง เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 สื่อหลายสํานักรายงานตรงกันว่า ศาลแพ่งมีคําสั่งยกคําร้องของอัยการที่ขอให้ทรัพย์สินของทนายตั้มตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมสั่งคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่เคยถูกอายัดไว้คืนแก่เจ้าของ คําถามสําคัญที่สังคมกําลังสงสัยคือ ทนายตั้ม ษิทรา รอดยึดทรัพย์ ทําไม ในเมื่อคดีอาญายังคงดําเนินอยู่
สาเหตุ ทนายตั้ม รอดยึดทรัพย์
เหตุผลสําคัญที่ทําให้ทนายตั้มรอดยึดทรัพย์ในครั้งนี้ คือข้อต่อรองทางกฎหมายในคดีฟอกเงิน ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าการกระทําของทนายตั้มเข้าข่ายพฤติการณ์ ฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ ซึ่งเป็นมูลความผิดหลักที่กฎหมายฟอกเงินกําหนดไว้เพื่อริบทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดิน เมื่อมูลความผิดฐานฟอกเงินในทางแพ่งยังไปไม่ถึงเกณฑ์ ศาลจึงต้องสั่งคืนทรัพย์สินมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท อันประกอบด้วย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในเขตตลิ่งชันมูลค่า 43 ล้านบาท และเงินฝากอีก 2 บัญชีรวมกว่า 28 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การรอดยึดทรัพย์ ในคดีแพ่งครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงการหลุดพ้นจากคดีอาญา เนื่องจากกระบวนการพิจารณาเป็นคนละส่วนกัน ปัจจุบันทนายตั้มยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567 ในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน ซึ่งอัยการสูงสุดมีคําสั่งฟ้องไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2568 โดยเรียกให้ชดใช้เงินรวมกว่า 111 ล้านบาท
ไทม์ไลน์คดีฉ้อโกง ทนายตั้ม
ย้อนรอยเส้นทางคดีนี้ เริ่มต้นจากข้อกล่าวหาเงิน 71 ล้านบาท และ 39 ล้านบาท ในช่วงปลายปี 2567 จนนําไปสู่การจับกุมทนายตั้มและภรรยา (นางปทิตตา เบี้ยบังเกิด) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ตํารวจขยายผลพบประเด็นความผิดปกติหลายส่วน ทั้งเรื่องส่วนต่างการซื้อรถเบนซ์และปมพินัยกรรม แม้ว่าในเวลาต่อมา “นุ” และ “สา” อดีตคนสนิทจะเปลี่ยนคําให้การมารับสารภาพบางส่วน แต่ทนายตั้มยังคงยืนยันสู้คดีต่อไป
บทสรุปในขณะนี้คือ ทนายตั้มชนะศึกในยกแรกเรื่อง การยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน แต่ยังต้องเผชิญศึกหนักในคดีอาญา ซึ่งศาลกําหนดนัดสืบพยานต่อเนื่องในช่วงปี 2569 นี้ ทรัพย์สินที่ได้คืนอาจเป็นเพียงลมหายใจสั้นๆ ในสนามกฎหมายที่ยังไม่จบลงง่ายๆ
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แถลงข่าวภายหลังศาลแพ่งมีคําพิพากษายกคําร้องของอัยการคดีพิเศษที่ขอให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 74 ล้านบาทของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้จากการฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมมีคําสั่งให้คืนทรัพย์ดังกล่าวแก่ทนายตั้มและภรรยา
นายปานเทพระบุว่า เคารพคําพิพากษาของศาล เนื่องจากไม่อาจก้าวล่วงดุลพินิจได้ แต่อย่างไรก็ตามได้ตั้งข้อสังเกตว่าคดีแพ่งดังกล่าวเป็นคําร้องของอัยการ ซึ่งในการสืบพยานมีการสืบพยานเพียงปากเดียว คือเจ้าหน้าที่จากสํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยไม่ได้สืบพยานผู้เสียหายคือเจ๊อ้อย ดังนั้นจึงขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าทนายตั้มจะรอดคดี เพราะคดีหลักในส่วนคดีอาญายังไม่ได้เริ่มกระบวนการสืบพยาน และคําพิพากษาของศาลแพ่งไม่มีผลผูกพันต่อคดีอาญา

นายปานเทพเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในคดีดังกล่าวมีจําเลยที่ 3 และ 4 คือ นายนุวัฒน์ หรือ “นุ” และ น.ส.สารินี หรือ “สา” ซึ่งร่วมกับทนายตั้มหลอกลวงเจ๊อ้อย โดยอ้างว่าถูกดูดเงินคริปโตเคอร์เรนซี พร้อมสร้างหลักฐานเท็จว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย คิดเป็นเงิน 39 ล้านบาท ก่อนมีการแบ่งเงินจํานวนดังกล่าวให้จําเลยทั้งสอง 19 ล้านบาท และนําไปให้ทนายตั้ม 20 ล้านบาท ซึ่งศาลได้แยกดําเนินคดีออกต่างหาก
ทั้งสองจําเลยให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน กระทําผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และแจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากรับสารภาพ จึงรอลงอาญา 2 ปี โดยจําเลยทั้งสองได้นําเงิน 19 ล้านบาท คืนให้เจ๊อ้อยแล้วเป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผ่านแคชเชียร์เช็ก 2 ฉบับ มูลค่า 4 ล้านบาท และ 15 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีจําเลยอีก 2 รายในคดีหลัก ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเบนซ์ โดยทนายตั้มให้พนักงานออกใบเสร็จเกินราคาจริง ซึ่งพนักงานเข้าใจว่าจะนําไปใช้ชี้แจงกับครอบครัว ภายหลังคดีดังกล่าวถูกแยกออกจากคดีหลัก โดยพนักงานได้ยอมรับการกระทํา และนําพานธูปเทียนไปกราบขอขมาเจ๊อ้อย ซึ่งผู้เสียหายไม่ติดใจดําเนินคดี อีกทั้งบริษัทต้นสังกัดของพนักงานยังได้โพสต์ขอโทษผ่านเว็บไซต์ของบริษัทแล้ว
เมื่อถูกถามว่าคําสั่งศาลแพ่งให้คืนทรัพย์จะมีผลต่อการขอประกันตัวทนายตั้มและภรรยาหรือไม่ นายปานเทพระบุว่า เป็นดุลพินิจของศาล แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี เป็นบุคคลมีชื่อเสียง และคดีฟอกเงินที่อัยการสั่งฟ้องมีการสืบพยานไปเพียงปากเดียว
ส่วนความกังวลของเจ๊อ้อยนั้น นายปานเทพยอมรับว่ายังมีความกังวล เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างการต่อสู้ แต่การได้รับเงินคืนมาแล้ว 19 ล้านบาทถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทําให้ผู้เสียหายมีความสบายใจมากขึ้น
นายปานเทพระบุด้วยว่า คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องกับทนายตั้มรับสารภาพแล้ว 4 ราย และเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แม้ทนายตั้มและภรรยาจะมีท่าทีมั่นใจเมื่อขึ้นศาล ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ส่วนกรณีที่ทนายตั้มอ้างว่าเป็นการให้ด้วยความเสน่หาหรือความสมัครใจนั้น นายคมสันระบุว่า ความผิดฐานฉ้อโกงทุกคดีเกิดจากการหลอกลวง ไม่ใช่การบังคับ การอ้างว่าให้ด้วยเสน่หาจึงเท่ากับยอมรับว่าได้รับเงินจริง และต้องพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นการให้โดยสมัครใจ หรือเกิดจากการใช้เล่ห์กลหลอกลวง
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 16:35 94 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 15:54 77 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 15:52 59 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 14:19 83 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 14:17 106 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:47 86 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:44 164 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:40 115 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:31 101 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 13:28 100 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 11:49 134 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:59 153 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:56 107 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:48 135 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 10:04 114 views
ข่าว
6 มิ.ย. 2569 09:39 135 views